วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552

8 เคล็ดลับล้างหน้าให้ผิวสวยสดใส


สวัสดีค่ะเพื่อนๆและคุณผู้อ่านทุกท่านในเวลานี้อากาศก็เปลี่ยนบ่อยดังนั้นก็อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยนะคะ
มาและคะวันนี้ดิฉันจะพาไปดู 8 เคล็ดลับล้างหน้าให้ผิวสวยสดใส
กันนะคะ

1. จัดการ กับเครื่องสำอางที่อยู่บนใบหน้าของคุณมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนนะคะ ถ้าคุณแต่งหน้าเพียบ ควรเลือกแบบทำความสะอาดล้ำลึกที่เหมาะกับสภาพผิว เพื่อเช็ดล้างเครื่องสำอางออกให้หมดจด โดยเฉพาะมาสคาร่ากันน้ำ ซึ่งจะล้างออกค่อนข้างยาก อาจต้องใช้อายเมคอัพรีมูฟเวอร์ช่วยเช็ดออก หากไม่ได้แต่งหน้ามากนัก ก็อาจใช้โฟมล้างหน้าหรือสบู่ล้างออก การล้างหน้าให้สะอาดเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขน


2. ใช้น้ำอุ่นๆ ที่ไม่อุ่นจัดล้างหน้า เพื่อช่วยล้างความมันออกได้ดีขึ้น ในหน้าหนาวถึงแม้คุณจะรู้สึกสบายกับอณหภูมิของน้ำอุ่นจัด แต่ก็จะทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติไปขณะล้างหน้า ส่วนในหน้าร้อนที่อากาศร้อนอยู่แล้วก็เหมาะกับการล้างหน้าในอุณหภูมิปกติ มากกว่า การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นหรือร้อนจัดเกินไป จะทำให้เส้นเลือดฝอยแตก

3. ถ้าใช้โฟมล้างหน้า ไม่ควรทาลงบนใบหน้าโดยตรง ควรผสมน้ำก่อนเล้กน้อย แล้วถูให้เกิดฟองบนฝ่ามือก่อน ค่อยนวดวนบนใบหน้าให้ทั่วด้วยปลายนิ้ว สำหรับบริเวณทีโซน หรือ สิวเสี้ยน ควรจะนวด วนซ้ำเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องขัดถูแรงเกินไป

4. ระยะเวลาที่ลูบไล้ฟองครีมบนใบหน้า ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ถ้ารีบร้อนเกินไปก็จะทำความสะอาดไม่ทั่วถึงและขจัดไขมันฝุ่นละออง และสิ่งอุดตันไม่หมดจด ถ้านานเกินไปก็อาจทำให้ผิวแห้งตึงได้ สาวผิวแพ้ง่ายก็ควรระวังเรื่องนี้ด้วย สังเกตุดูว่าล้างความมันออกได้หมดจดทั่วใบหน้า หรือรู้สึกแห้งตึงเกินไปหรือเปล่า

5. ควรล้างหน้าแค่วันละ 2 ครั้งต่อวัน ยกเว้นในวันที่คุณผจญควันรถหรือวันที่มีเหงื่อออกมามาก ระหว่างวันแถมใบหน้ามันจัด หรือในวันเล่นกีฬา สาวผิวมันมักกังวลกับความมันบนใบหน้าและสิว จึงอดล้างหน้าบ่อยไม่ได้ แต่ว่าการล้างหน้ามากเกินไปในวันปกติจะยิ่งเป็นการกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงาน หนักขึ้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น

6. ถ้าหากคุณไว้ผมยาว ควรจะรวบหรือคาดผม หรือจะใส่หมวกอาบน้ำคลุมผมให้เรียบร้อยก่อนล้างหน้า เพื่อช่วยให้การล้างหน้านั้นสะอาดทั่วทั้งใบหน้า เวลาผมปรกหน้าอยู่อาจทำให้การล้างหน้าได้ไม่หมดจดทั่วถึง

7. การหลับโดยยังไม่ได้ชำระล้างเครื่องสำอางออกหมดจด จะทำให้รูขุมขนอุดตันและผิวขาดความสดใส

8. หลังจากล้างหน้าสะอาดหมดจดดีแล้ว ไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าแห้งไปเอง ควรซับเบาๆ ด้วยผ้าขนหนูแห้งสะอาดเนื้อนุ่ม


อ่ารู้อย่างนี้แล้วสาวๆๆหลายคนอยากหน้าใสลองทำดูนะคะและตัวดิฉันเองก็จะขอลองบ้าง
โฮ๊ะๆๆ

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อวัยวะสารพัดประโยชน์ อ่านสิค่ะฮาดีคลายเครียดได้นะจ๊ะ ^__^,,

หน้าผาก = อวัยวะที่ใช้ประกอบกับเท้าเวลามีทุกข์ เช่นนอนเอาเท้าก่ายหน้าผาก
ผม = เรียกอีกอย่างว่า "ขนหัว" ใช้แสดงอาการตกใจมากๆ เช่น ขนหัวลุก
ตา = อวัยวะที่ใช้ในการมอง จะมีอุณหภูมิสูงมากเมื่อเห็นใครได้ดี
หู = อวัยวะที่ใช้ในการฟัง ส่วนมากจะมีน้ำหนักเบา จึงก่อให้เกิดเรื่องขึ้นบ่อยๆ
ปาก = อวัยวะที่ใช้พูด ส่วนมากจะอยู่ไม่ตรงกับใจ
คอ = อวัยวะที่เชื่อมระหว่างตัวและหัว เป็นอวัยวะที่คอยหันหาคนอื่น
ก้านคอ = อวัยวะที่คอยรับแข้งคนอื่น
ไหล่ = อวัยวะที่คู่กับบ่า เช่นเคียงบ่าเคียงไหล่ มีไว้ให้คนเหงาใจหรือเศร้าใจซบโดยเฉพาะ
บ่า = อวัยวะที่คู่กับไหล่ เช่นเคียงบ่าเคียงไหล่ อาชีพจับกังมีไว้แบกข้าวสาร (ส่วนถนนข้าวสาร จับกังไม่เกี่ยว)
หัวใจ = อวัยวะสูบฉีดเลือดและฟอกเลือดให้กับร่างกาย มีไว้ให้แสดงความรักและเก็บรักไว้
ปอด = อวัยวะที่รับอากาศมาส่งหัวใจ บางครั้งใช้แสดงระดับความกล้าหาญ
หน้าอก = อวัยวะที่รองรับเรื่องหนัก อาทิเรื่องหนักอก ซึ่งผู้หญิงจะหนักกว่าผู้ชาย
นม = อวัยวะที่บ่งบอกภาระการรับน้ำหนักของอก ผู้หญิงมีไว้บริการนมให้บุตร ผู้ชายถึงมีก็ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ก็ไขว่คว้าอยากได้มาเชยชม...
ศอก = ข้อต่อระหว่างแขนและข้อมือ มีไว้เป็นอาวุธประจำกาย และรองน้ำ สำหรับบรรดาภรรยาน้อย ไม่เป็นทีแนะนำสำหรับสาวๆ มันอันตราย
มือ = เป็นอวัยวะปลายสุดของแขน มีนิ้วเป็นส่วนประกอบ นิยมใช้เงินยกเห็นกันมากในสภา
กำปั้น = เป็นอวัยวะชิ้นเดียวกับมือ แต่เปลี่ยนรูปเป็นอาวุธ นิยมใช้ตัดสินปัญหา ในกรณีที่ไม่ได้ใช้สมองแก้ปัญหา
ตัว = เป็นชิ้นส่วนใหญ่ของร่างกายให้อวัยวะอื่นได้พักพิง จะลืมกันมากเวลาได้ดี
สะดือ = เป็นอวัยวะที่ใช้เชื่อมต่อกับแม่ยามอยู่ในครรภ์ เมื่อโตขึ้นใช้วัดระดับความสุภาพ ถ้าต่ำกว่านี้ทะลึ่ง!!
ขาอ่อน = เป็นอวัยวะเชื่อมต่อจากสะโพกลงมา นิยมใช้ในการประกวด เพราะเห็นได้เด่นชัดกว่าสมอง
หัวเข่า = ข้อต่อระหว่างขาและหน้าแข้ง เป็นอาวุธประจำกาย ผู้หญิงใช้โจมตี .จุดอ่อนผู้ชาย และบางคนใช้ซับน้ำตาเวลาเศร้า นิยมมากสำหรับคนหลงรักชาวบ้าน
แข้ง = อวัยวะที่ถัดมาจากเข่า นิยมใช้พาดก้านคอ...
น่อง = อวัยวะที่อยู่ด้านหลังของแข้ง ใช้วัดระดับความแข็งแรงของขา และวัดความกร้านชีวิต
ขนหน้าแข้ง = อวัยวะที่วัดระดับของฐานะ ยิ่งรวยมากขนหน้าแข้งจะร่วงน้อย
เท้า = เป็นอวัยวะที่ใช้ยืน บางครั้งใช้ก่ายหน้าผาก หรือเป็นอวัยวะที่ใช้ผลัก ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า "ยัน"

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เกร็ดความรู้......อยากรู้มาอ่านจิๆๆ

อ่ะคะวันนี้ดิฉันจะมานำเสนอเรื่องสุขภาพเกี่ยวกับการออกกำลังกายนะคะ^^

หลักในการออกกำลังกาย
- ควรออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น แขน ขา ลำตัว

- ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน

- ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง วันละ 20-30 นาที

- ควรออกกำลังกายให้มีอัตราส่วน การเต้นของหัวใจประมาณ 90-110 ครั้ง/นาที

- ก่อนออกกำลังกาย ควรอบอุ่นร่างกาย และควรผ่อนร่างกายให้เย็นลง เมื่อสิ้นสุดการออกกำลังกาย

เวลาที่ควรออกกำลังกาย
- ก่อนอาหาร

- ถ้าหลังอาหาร ควรเว้นระยะห่าง 2 ชั่วโมง

- เวลาแล้วแต่ว่างหรือชอบ ถ้าออกกำลังกายกลางคืน ควรพัก 1 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน

- ควรออกกำลังกายเวลาเดียวกัน เช่น ทุกเช้า ทุกเย็น หรือทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ หรือวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์

ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย

1.ไม่ควรออกกำลังกาย ที่ต้องออกแรงเกร็ง หรือเบ่ง เช่น การยกน้ำหนัก กระโดด หรือวิ่งด้วยความเร็วสูง

2. ไม่ควรออกกำลังกาย ที่ต้องออกแรงกระแทก โดยเฉพาะข้อเข่า เช่น การกระโดด การขึ้นลงบันไดสูงมากๆ หรือการนั่งยองๆ

ไม่ควรบริหารร่างกาย ในท่าที่ใช้ความเร็วสูง หรือเปลี่ยนทิศทางในการฝึกอย่างฉับพลัน หรือเดินทางลาด ทางลื่น

3. ไม่ควรออกกำลังกาย ในที่ที่มีอากาศร้อนอบอ้าว หรือแดดจัด จะทำให้ร่างกายเสียน้ำ และเกลือแร่มาก

4. ไม่ควรออกกำลังกาย ในขณะที่ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย หรือไม่สบาย

รูปแบบของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

จะต้องเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับอายุ โดยกิจกรรมนั้น จะต้องใช้กล้ามเนื้อของร่างกาย ให้ออกแรงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานพอ จึงจะมีผลต่อการเสริมสร้างความอดทนของปอด หัวใจ และระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกาย ตัวอย่างเช่น

- เดินเร็ว อย่างน้อยวันละ 30 นาที

- วิ่งเหยาะ อย่างน้อยวันละ 20 นาที

- ถีบจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที

- กระโดดเชือก อย่างน้อยวันละ 10 นาที

- เต้นแอโรบิค อย่างน้อยวันละ 15 นาที

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แล้วไฉน??? ดอกทิวลิปจากตุรกีจึงเดินทางไปแพร่หลายจนกลายเป็นดอก ไม้สัญลักษณ์แห่งเนเธอร์แลนด์ได้





อ่ามาแล้วจ้าขออภัยเมื่อวานว่าจะอัพติดธุระนิดหน่อยนะจ๊ะไงวันนี้เรามาดูกันต่อเรยนะจ๊ะ
เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปประมาณปี ค.ศ. 1600 ดอกทิวลิปถูกนำมาปลูกในแปลงส่วนตัวเล็กๆบริเวณทะเลเห นือ และอัมสเตอร์ดัม ที่เมืองไลเดน (LEIDEN) และฮาร์เลม (HARRLEM) ซึ่งบริเวณนี้ยังคงเรียกว่า "Bollenstreek" หรือบริเวณปลูกดอกทิวลิป

สำหรับการปลูกดอกทิวลิปที่เนเธอร์แลนด์ในตอนแรก ต้องบอกว่าเป็นดอกไม้สำหรับคนรวยเท่านั้น พวกคนรวยชาวดัชท์และพวกผู้ดีชาวยุโรป หรือพวกเศรษฐีใหม่ที่ทำการค้าขายเท่านั้นที่จะมีดอกท ิวลิปไว้ปลูกประดับบ้าน การปลูกทิวลิปเป็นที่นิยมในเนเธอร์แลนด์มากขึ้นเรื่อ ยๆ ถึงขั้นที่ว่าในปี ค.ศ. 1624 เกิดวิกฤติการณ์ที่เรียกว่า“คลั่งทิวลิป” หรือ Tulipomania กันเลยทีเดียว ทำให้ราคาซื้อขายหน่อทิวลิปหน่อหนึ่งมีราคามหาศาล ว่ากันว่ามีราคาแพงกว่าทองคำเสียอีก


มาถึงวันนี้ แม้ว่าราคาของดอกทิวลิปที่เนเธอร์แลนด์ จะไม่ได้แพงมากมายเหมือนเมื่ออดีต แต่ดอกทิวลิปก็ถือว่าเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญและสร้ างรายได้ให้แก่ประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่น้อย นอกจากนี้แหล่งปลูกดอกทิวลิปยังกลายมาเป็นสถานที่ท่อ งเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกจำนวนมากให้เดินทางไ ปชื่นชมและสัมผัสในความงามของดอกไม้อันขึ้นชื่อชนิดน ี้ โดยเฉพาะที่ สวน"Keukenhof" ที่ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งจุดชมดอกทิวลิปดังที่กล่าวมา ในข้างต้น

อนึ่งสวน Keukenhof จะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวชมภายในสว นได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น โดยจะเปิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิเพียงแค่ 2 เดือน (ประมาณเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม) ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตาตื่นใจ กับดอกทิวลิปนับล้านๆ ดอกหลากหลายพันธุ์ และหลากหลายสีสัน รวมไปถึงยังมีไม้หัวอื่นๆ อย่าง ลิลลี่ แดฟโฟดิล หรือนาซิสซัส ไฮยาซินธ์ จัดแสดงให้ชมอยู่ภายในสวนด้วย

เมื่ออดีตสวน Keukenhof แห่งนี้เป็นเพียงสวนครัวของปราสาท Slot Teylingen ของ Jacoba van Beieren ภรรยาของท่านเคานท์ (Keukenhof แปลว่า สวนครัว) แต่ต่อมาในปี 1949 นายกเทศมนตรีของเมืองลิซเซ่ ได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้ประเภทไม้หั ว ได้เกิดแนวคิดที่จะมีงานแสดงไม้ดอกประจำปีแบบกลางแจ้ ง โดยทำการจัดให้เหมือนกับการได้ชมสวนจริงๆ และก็ได้เลือกเคอเคนฮอฟแห่งนี้เป็นที่จัดแสดง โดยมีการส่งเสริมการปลูกไม้หัวพันธุ์ใหม่ๆ ทำการแบ่งพื้นที่ภายในสวนที่ให้กับบริษัทผู้ผลิตไม้ห ัวเป็นผู้ปลูกและเข้าบำรุงรักษา จนทำให้เกิดทิวลิปพันธุ์ใหม่ๆขึ้นทุกปี นอกจากนี้ยังทำการจัดแสดงไว้เป็นสวนสวยๆ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องข้ามน้ำ ข้ามฟ้าเดินทางไกล เพื่อมาชมทิวลิปสวยๆ กันถึงที่เนเธอร์แลนด์

อ้อ!! เกือบลืมไป อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนสวนแห่งนี้ก็ค ือ ต้องไปที่ Keukenhofmolen เป็นกังหันลมขนาดใหญ่ อีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งจะตั้งอยู่ภายในสวนเพียงตัวเดียว จะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปด้านบนได้ ซึ่งเมื่ออยู่บนกังหันลมนั้นจะได้เห็นวิวทิวทัศน์โดย รอบจากมุมสูง เป็นภาพที่สวยงาม ยามเมื่อได้เห็นดอกทิวลิปและดอกไม้อื่นๆ อีกนานาพันธุ์เบ่งบานแย่งกันอวดความงามในสวนสวยๆ

อ่าที่นี้เพื่อนๆๆคงรู้กันแล้วอยากไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์กันบ้างรึป่าวน๊าถ้าอยากไปตั้งใจเรียนกันนะคะจะได้สอบชิงทุนได้ฮ่าฮ่าๆๆ

ไฟติ้งคร๊า

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

"เนเธอร์แลนด์"...แดน"ทิวลิป"บันลือโลก

เมื่อพูดถึง"เนเธอร์แลนด์"หรือที่มักเรียกกันว่า "ฮอลแลนด์" หลายคนคงรู้จักประเทศนี้ในนามดินแดนแห่ง "กังหันลม รองเท้าไม้ และดอกทิวลิป” ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ เป็นเสมือนดังสัญลักษณ์ประจำชาติที่ดึงดูดให้ผู้คนจากทั่วสารทิศเดินทางไปท่องเที่ยวในเนเธอร์แลนด์โดยเฉพาะเจ้าดอกทิวลิปนี่




สำหรับคนไทยแล้ว ถือเป็นดอกไม้ที่มีคนชื่นชอบกันไม่น้อยเลย เรื่องนี้ดูได้จากงานมหกรรมพืชสวนโลกที่ผ่านมาเมื่อป ลายปี 49 ต่อต้นปี 50 ซึ่งแปลงทิวลิปจากแดนกังหันลมนั้นมีคนไปยืนรอต่อคิวถ่ายรูปคู่กันเป็นจำนวนมากเกือบแทบทุกวัน




แต่การได้ชมทิวลิปในงานพืชสวนโลกยังไงมันก็ไม่สะใจ สมใจ เท่ากับการได้ไปชมดอกทิวลิตัวจริงเสียงจริง จากดินแดนแห่งดอกทิวลิปอย่างเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ฉันกำลังพูดถึงนี้ เป็นหนึ่งในจุดชมดอกทิวลิปอันสวยงามและขึ้นชื่อแห่งดินแดนกังหัน นั่นก็คือ สวน "Keukenhof" (เคอเคนฮอฟ) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ ชื่อลิซเซ่ (Lisse) ที่อยู่ห่างจากอัมสเตอร์ดัมไปไม่ไกล






สวนแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสวนดอกไม้ที่มีความสวยงามที ่สุดในเนเธอร์แลนด์ หรือถ้าจะพูดตามความคิดที่นิยมชมชอบในดอกทิวลิปเป็นอย่างมาก ก็อาจจะกล่าวได้ว่า Keukenhof เป็นสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลกก็ว่าได้แต่ก่อนที่จะไปรู้จักกับสวนแห่งนี้ เรามาทำความรู้จักกับดอกทิวลิปให้มากกว่านี้กันสักหน่อยดีไหม






หลายคนอาจจะคิดว่าดอกลิวทิปนี้คงจะมีต้นกำเนิดมาจากป ระเทศเนเธอร์แลนด์นี้เป็นแน่ แต่อันที่จริงแล้วทิวลิปนี้ มีต้นกำเนิดมาจากแถบอาร์มาเนีย เปอร์เชีย และคอเคซัส(Armania, Persia, Caucasus) แล้วก็ได้แพร่ไปสู่ชายฝั่งทะเลดำและทะเลเมดิเตอร์เรเ นียน และ ชาวตุรกีก็เป็นชาติแรกที่เห็น ที่เห็นคุณค่าของดอกทิวลิปแ ละนำมาปลูกกันอย่างแพร่หลายคำว่า "ทิวลิป" หรือ Tulip นี้มีที่มาจากชื่อที่เรียกผ้าโพกศีรษะของชาวสลาฟ (คือชนชาวรัสเซียน,บัลกาเรียน, โบฮีเมียน และชาวโพล) เพราะด้วยรูปร่างของดอกทิวลิป มีความละม้ายคล้ายกับรูปทรงผ้าโพกศีรษะของชาวตุรกี ซึ่งชาวตุรกีเรียกผ้าโพกศีรษะนี้ว่า tulbend





อ่าที่นี่คุณอยากรู้รึป่าวว่ามาอยู่ในเนเธอร์แลนด์ได้ยังไง อ่าถ้าอยากรู้พรุ่งนี้มาดูกันค่ะ ,,^_______^