วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เอดส์

เอดส์ หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม[1] (Acquired Immune Deficiency Syndrome - AIDS) เป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้การติดเชื้อโรคได้ฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรคในปอด หรือต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา โรคผิวหนังบางชนิด หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตมักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้อาการจะรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันเอดส์มีการตรวจพบทั่วโลก และประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ อย่างน้อย 25 ล้านคน ตั้งแต่ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) นับเป็นโรคที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ ในปี พ.ศ. 2548 ประมาณการว่ามีผู้ติดเอดส์ประมาณ 3.1 ล้านคน (ระหว่าง 2.8 - 3.6 ล้าน) ซึ่ง 570,000 คนของผู้ป่วยเอดส์เป็นเด็ก (UNAIDS, 2005)


ความหมายของเอดส์

คำว่า เอดส์ มาจากภาษาอังกฤษว่า AIDS ซึ่งย่อมาจากคำเต็มว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome ซึ่งแต่ละคำมีความหมายดังนี้

A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิดหรือสืบทอดทางกรรมพันธุ์
I = Immune หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม
S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการคือมีอาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะที่ระบบใดระบบหนึ่ง
รวมแปลว่า “กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม” เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เสื่อมหรือบกพร่องลง เป็นผลทำให้เป็นโรคติดเชื้อหรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการมักจะรุนแรง เรื้อรัง และเสียชีวิตในที่สุด


ที่มาของโรคเอดส์

มีรายงานถึงโรคเอดส์ครั้งแรกในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2526 เมื่อ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้บันทึกการระบาดของโรค Pneumocystis carinii pneumonia (ปัจจุบันเรียก Pneumocystis pneumonia จากเชื้อ Pneumocystis jirovecii) ในชายรักร่วมเพศ 5 คนในลอสแอนเจลิส[71] ในระยะแรก CDC ยังไม่มีชื่อเรียกโรคนี้ โดยมักเรียกตามลักษณะอาการที่ปรากฏของโรค เช่น lymphadenopathy (พยาธิสภาพของต่อมน้ำเหลือง) ซึ่งเป็นชื่อที่เคยใช้เป็นชื่อของไวรัสเอชไอวีเมื่อแรกค้นพบ[3][4] ชื่ออื่นเช่น Kaposi's Sarcoma and Opportunistic Infection (เนื้องอกคาโปซีที่มีการติดเชื้อฉวยโอกาส) ซึ่งเป็นชื่อที่มีการตั้งทีมงานดูแลในปี พ.ศ. 2524[72] โดยทั่วไปยังมีการใช้คำว่า GRID (Gay-related immune deficiency - ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องสัมพันธ์กับกลุ่มรักร่วมเพศ) อีกด้วย[73] ทาง CDC ระหว่างที่กำลังหาชื่อโรคอยู่นั้นเคยใช้คำว่า "โรค 4H" (the 4H disease) เนื่องจากโรคนี้ดูเหมือนจะพบในชาวเฮติ (Heitians) ,กลุ่มรักร่วมเพศ (Homosexuals), ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (Hemophiliacs) และผู้ใช้ยาเฮโรอิน (Heroin users) [74] อย่างไรก็ดีหลังจากมีการค้นพบว่าโรคนี้ไม่ได้พบแต่ในกลุ่มคนรักร่วมเพศ[72] คำว่า GRID ก็กลายเป็นคำที่ทำให้เข้าใจผิด และคำว่า AIDS ก็ถูกเสนอขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2525[75] จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2525 CDC ก็เริ่มใช้ชื่อโรคเอดส์ และเริ่มให้นิยามของโรคนี้ได้อย่างเหมาะสม[76]

ทฤษฎีอื่นที่ยังเป็นข้อถกเถียงซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อว่า ทฤษฎี OPV AIDS เสนอว่าการระบาดทั่วของเอดส์นั้นเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ใน Belgian Congo โดยงานวิจัยของ Hilary Koprowski ที่ศึกษาเรื่องวัคซีนโรคโปลิโอ[77][78] ซึ่งตามข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้[79][80][81]

มีการศึกษาใหม่ๆ ระบุว่าเชื้อเอชไอวีอาจแพร่ระบาดจากแอฟริกามายังเฮติแล้วจึงเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี พ.ศ. 2512[82]

สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 จากชายรักร่วมเพศ[83] หลังจากนั้นภายในปีเดียวกันจึงพบมีการระบาดผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ชายหญิง อย่างไรก็ดีในช่วงแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มชายรักร่วมเพศอยู่[84]

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ผู้สร้าง "อาหารกระป๋อง" ขึ้นมาคนแรก คือ...


ถ้าเอ่ยถึง “อาหารกระป๋อง” หลายคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันนั้นมีการผลิตอาหารประเภทชนิดนี้ออกมาหลากหลายทั้ง ปลากระป๋อง, ผักกาดดองกระป๋อง, ปลาทูน่ากระป๋อง, ลำไยกระป๋อง ฯลฯ แล้วเคยสงสัยกันบ้างไหมจ๊ะว่า อาหารกระป๋องนั้นถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อใหร่ ถ้าสงสัยกันล่ะก็ วันนี้พี่ปัดมีคำตอบมาบอกแล้วจ้ะ




อาหารกระป๋อง คือ อาหารที่ได้รับการแปรรูปและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียที่จะทำให้อาหารเน่าเสียถูกกำจัดทิ้งไป หลังจากนั้นจึงนำไปบรรจุในกระป๋องหรือถุงที่มีสุญญากาศแล้วปิดให้สนิท

การผลิตอาหารกระป๋องครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1804 เมื่อ “จักรพรรดินโปเลียนที่ 1” ได้สั่งให้พ่อครัวที่ชื่อ “นิโคลัส ฟรองชัวร์ อัปแปร์ต” ไปคิดค้นวิธีการเก็บอาหารให้อยู่ได้นานๆ เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารให้แก่ทหารในช่วงสงคราม โดยในช่วงแรกนั้นอาหารจะถูกบรรจุลงในขวดและใช้จุกไม้ปิด ต่อมาในปี ค.ศ. 1810 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่ชื่อ “ปีเตอร์ ดูรันด์” ได้คิดและพัฒนากระป๋องโลหะที่สามารถนำอาหารมาบรรจุและผนึกปิดฝาได้ขึ้นมา ซึ่งรูปแบบกระป๋องแบบนี้ก็ถูกนำมาใช้จนในปัจจุบันนี้




ไม่น่าเชื่อเลยนะจ๊ะว่าอาหารกระป๋องที่เราเห็นเป็นประจำนั้น

จะถูกผลิตขึ้นมานานกว่า 200 ปี แล้ว

ซึ่งพี่ปัดต้องขอคารวะผู้ที่ได้ออกไอเดียและคิดค้นการถนอมอาหารรูปแบบนี้ออกมา

ขอบอกว่าเก่งมากๆ เลยจ้ะ


วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หนังสือน่าเบื่อ ไม่น่าสนใจ อ่านยังไงดี?




- อ่านแบบสำรวจ
ลองอ่านแบบผ่านๆไปเลยค่ะ หรือข้ามๆไปบ้างก็ได้ คือยังไงก็ขอให้ดูผ่านตาไว้ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ ถ้ามีตัวอย่างหลายตัวอย่าง ก็เลือกดูสัก 2-3 ตัวอย่างก็พอค่ะ

- อ่านย้อนหลัง
ตำราจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ เค้าว่ากันว่ามักจะเก็บสาระสำคัญไว้ตอนท้ายๆ ดังนั้นเราก็แอบมีทางลัด ลองอ่านจากตอนท้ายดูบ้างก็ได้ค่ะ อิอิ

- พักบ่อยๆ
เห็นว่าให้พักบ่อยๆ ไม่ใช่เอะอ่ะ ก็พักนะคะ เราต้องวางแผนก่อนว่า จะทนอ่านนานสักเท่าไหร่ 20-30 นาที หรือจะมากกว่านั้น แล้วดูว่าจะทำอะไรตอนพัก เพราะกิจกรรมที่เราจะทำตอนพัก จะช่วยให้เรากระตือรือล้นขึ้นมาได้อีกครั้งค่ะ

อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/content/education/22989/หนังสือน่าเบื่อ-ไม่น่าสนใจ-อ่านยังไงดี.php#ixzz17A6hf8xJ

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

4 ของสำคัญที่เด็กไทยมัก "ลืม" นำไปเมืองนอก

ยาสามัญประจำบ้าน
ในที่นี้หมายถึงพวกยาพารา ยาแก้แพ้ ยาหม่อง ยาดม ยาอม ยาแก้ท้องเสีย บลาๆๆ อันนี้ "ต้องพกมา" ค่ะ เพราะที่เมืองนอกนั้น ต้องมีใบรับรองแพทย์เท่านั้น ถึงจะไปซื้อได้ ไม่งั้นยังไง๊ยังไงคุณเภสัชกรก็ไม่ยอมขายค่ะ เรียกหาแต่ prescription เท่านั้น แล้วเวลาใส่กระเป๋าไป ให้เอาไปทั้งขวดหรือทั้งแผงนะคะ บางคนตักแบ่งใส่ขวดหรือตลับยาไป ปรากฏพอโดนเจ้าหน้าที่ที่สนามบินเรียกตรวจ ไม่มีฉลากยาระบุว่าเป็นยาอะไร อาจจะเป็นเรื่องยาวก็ได้ใครจะไปรู้



ตัวแปลงไฟฟ้า

อย่าลืมว่า ในต่างประเทศใช้ไฟไม่เหมือนบ้านเรา บางประเทศใช้ 220 โวลต์เหมือนกันแต่หัวปลั๊กไม่เหมือนกัน ก็ใช้เสียบไม่ได้อีก ดังนั้นสิ่งที่น้องๆ ต้องมีคือ adapter หรือตัวแปลงไฟค่ะ สามารถหาซื้อได้ตามห้างหรือร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป ขอแนะนำให้ซื้อแบบ international adapter เลยนะคะ ตัวเดียวใช้ได้ทั่วโลก ราคาก็มีตั้งแต่ร้อยกว่าบาทไปจนถึง 5-6 ร้อยเลยค่ะ



คอนแทคเลนส์
หลายคนคิดว่า โอ๊ย คอนแทคเลนส์อันเล็กนิดเดียว ค่อยไปซื้อเอาที่เมืองนอกก็ได้ แต่ขอแนะนำว่าให้เอาไปจากเมืองไทยดีกว่าค่ะ เพราะที่เมืองนอกนั้นราคาค่อนข้างสูง แถมการจะไปซื้อคอนแทคเลนส์นั้น ไม่ใช่เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปซื้อได้นะคะ ต้องมีใบรับรองจากจักษุแพทย์ด้วย ดังนั้นเตรียมมาจากไทยดีที่สุดค่ะ เพราะราคาถูกแสนถูก ส่วนน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์นั้น ไม่ต้องพกไปนะคะ หนักกระเป๋าเปล่าๆ ไปซื้อเอาที่นั่นเลยดีกว่าค่ะ


ที่ชาร์ทแบต

เป็นของยอดฮิตที่น้องๆ ชอบลืมกันบ่อยมากกกก โดยเฉพาะที่ชาร์ทแบตของโทรศัพท์มือถือและกล้องถ่ายรูป บางคนนี่ลงทุนซื้อกล้องใหม่ไฮโซเป็นหมื่น แต่ดั๊นนนลืมเอาที่ชาร์ทแบตกล้องไปซะอย่างนั้น - -" ดังนั้นขอแนะนำว่า พยายามเลือกซื้อกล้องรุ่นที่ใช้ถ่านเป็นแบตได้นะคะ เพราะถึงลืมเอาที่ชาร์ทไป ก็ค่อยหาซื้อถ่านเอามาเปลี่ยนได้ จะได้ไม่วุ่นวายด้วยเนาะ ^^

สิ่งที่ผู้หญิงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับผู้ชาย

ผู้หญิงฉลาดรักย่อมรู้จักผู้ชายในหลายแง่มุม

1. รู้ว่า ต้องใช้ชีวิตคุ้มค่า
เมื่อมีคนรักจงปรับเปลี่ยนเฉพาะในส่วนที่ทำให้ชีวิตคู่ราบรื่น หากคุณเปลี่ยนแปลงไปทุกอย่าง
กลายเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาไม่คุ้นเคย เขาก็จะค่อย ๆ หมดความสนใจในตัวคุณ
ถ้าคุณมองไม่เห็น คุณค่าของตัวเอง แล้วใครจะมองเห็นคุณค่าของคุณ

2. รู้ว่า เซ็กส์ไม่ใช่เรื่องง่าย
ไม่ว่าคุณจะ หลงเสน่ห์เขาแค่ไหน ไม่ว่าความสัมพันธ์จะดำเนินต่อไปอย่างไร อย่าลืมว่า
คน แปลกหน้าก็ยังเป็นคนแปลกหน้าอยู่ดี ถึงประวัติส่วนตัวเขาจะดี แต่ที่แน่ ๆ คุณไม่มีโอกาสรู้ว่า
เขามีโรคติดต่อทางเพศหรือเปล่า ไม่จำเป็นที่คุณต้องมีอะไรกับเขาถ้าคุณยังไม่พร้อมใน ทุกด้าน
เรารู้จัก รักผู้ชายได้โดยไม่ต้องมีเซ็กส์ด้วย

3. รู้ว่า..ผู้ชายแสนดีไม่จำเป็นต้องหล่อ
ถ้า เขาคนนั้นทำให้คุณมีความสุขอบอุ่น หัวเราะได้ มีความชอบอะไรเหมือนกันหลายอย่าง
แถมเขายังฉลาด แต่ไม่หล่อเลย คุณสาว ๆ ลองไปเดินสังเกตตามซูเปอร์มาเก็ตดูคะ
ผู้ชายที่มาซื้อของกับครอบครัวหรือ เล่นอยู่กับลูก ๆ ตามชายหาด แฟมิลี่แมนเหล่านี้หน้าตา
อาจจะไม่เหมือนนาย แบบในนิตยสารเลย แต่เขานี่แหละที่ เหมาะจะเป็นพ่อของลูกคุณ

4. รู้ว่า.ความเป็นเพื่อนยาวนานกว่าความรัก
หากคุณและเขามีปัญหา ทะเลาะกันบ่อย ๆ ในยามเป็นคนรักกัน ลองคุยกันแล้วเปลี่ยนความสัมพันธ์
ให้ เป็นรักแบบเพื่อนเสียก่อน เรียนรู้ที่จะคบและศึกษานิสัยใจคอกันไปนานๆ แล้วค่อยพัฒนา
ความสัมพันธ์นั้นไปสู่การเป็นคนรักกัน คู่รักคือมิตรภาพที่ยาวนาน

5. รู้ว่าความรักมีปริมาณ 50-50
สิ่งที่คู่รัก ต้องการคือความรักที่พบกันครึ่งทาง มีการให้และรักอย่างสมดุล ต่างฝ่ายต่างเอาใจใส่
ห่วงใยกันช่วยเหลือกัน มอบความรักให้อีกฝ่ายเท่าเทียมกัน ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป

6. รู้ว่าทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัว
ในเรื่องความ เป็นส่วนตัว ไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่า แค่ไหนและอย่างไร ควรเปิดเผยเรื่องส่วนตัว
ต่อกันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ละคนมาจากพื้นฐานไม่เหมือนกัน ในพื้นที่ส่วนตัวนั้น
ควรตกลงกันก่อน ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับใคร ควรพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้อยู่เสมอ
ในความเป็นจริง ของของเขาคือของเขา ไม่ใช่ของคุณ และของของคุณคือของคุณ ไม่ใช่ของเขา

7. รู้ว่า เราไม่มีวันเปลี่ยนแปลงผู้ชายได้
เหตุผลก็คือ เราไม่สามารถและไม่สมควร ที่จะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่เขาชอบหรือไม่ชอบ
ไม่ มีใครเปลี่ยนใครได้นอกจากตัวของเขาเอง เก็บพลังใจกายและเวลาอันมีค่าที่จะสูญเสียไป
ไว้ให้กับคนที่ต้องการความ สัมพันธ์ดี ๆ กับเราดีกว่า หรือทำอะไรก็ได้ร้อยแปดประการที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น
หากเขาแสดงการไม่ ให้เกียรติคุณ เขาก็ไม่สมควรที่จะได้รับความรักห่วงใยจากคุณ
ถ้าปล่อย ให้เขาทำตัวแย่กับเราเขาก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ

8. รู้ว่า.ความใกล้ชิดร้องขอกันไม่ได้
อยู่ที่ ความต้องการและความรับผิดชอบ และความรู้สึกที่สองฝ่ายมีให้กัน หากคุณต้องการความไว้ใจ
คุณต้องให้เขาก่อน และหากคุณต้องการความใกล้ชิด คุณต้องลองเป็นฝ่ายมีเวลาให้เขาก่อน

9. รู้ว่า.งานบ้านไม่ใช่เฉพาะของผู้หญิงฝ่ายเดียว
ความ สัมพันธ์จะยืดยาวต้องอาศัยคนสองคนมีบทบาทร่วมกัน ปัจจุบันผู้หญิงไม่ได้ถูกจำกัดให้ทำงานอยู่แต่ในบ้าน
ต้องรู้วิธีแบ่งงาน ในบ้าน ให้ร่วมกันทำได้ทั้งสองฝ่าย โดยที่ไม่เสียความรู้สึก และผู้ชายที่ทำงานบ้านเป็น
เป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ที่สุด

10. รู้ว่าเป็นคนรักต่างกับคนรับใช้
จริงๆแล้ว ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบดี เขาจะไม่ชอบผู้หญิงที่อ่อนแอและเป็นเบี้ยล่างให้เขาต ลอดเวลา
หรือเกรงใจ ผู้อื่นจนปฏิเสธใครไม่เป็น เราต้องรู้จักปฏิเสธและโต้กลับบ้าง การปฏิเสธข้อเรียกร้องของคนอื่นบ้าง
ไม่ใช่เรื่องหยาบคาย

11. รู้ว่าการแต่งงานไม่ใช่กระดาษแผ่นเดียว
ใบทะเบียนสมรสไม่ใช่ สิ่งที่จะรับรองว่า ชีวิตคู่ของคุณจะอยู่กันตลอดรอดฝั่ง แต่การแต่งงานนั้นเป็นงานจริง ๆ
งานที่ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ ต้องทำความตกลงกันในหลายเรื่อง อาศัยการประนีประนอม
และหมายถึงการใช้ ชีวิตซ้ำๆ ในแต่ละวันกับมนุษย์คนเดิม ซึ่งเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องได้ดั่งใจคุณทุกอย่าง
ไม่จำเป็นต้องรู้สึกหรือ มีความคิดเห็นเหมือนคุณทุกเรื่อง และชีวิตคู่ไม่ต้องโรแมนคิกตลอดเวลา
ก็ สามารถมีความหมายลึกซึ้งและเป็นรักที่แท้และฉลาดได้

12. รู้ว่า.ไม่ควรประจานข้อบกพร่องของตัวเองให้เขาฟัง

13. รู้ว่า ต้องไม่เป็นหนังสือที่อ่านง่ายสำหรับเขา

14. รู้ว่า ผู้ชายไม่ใช่ซูเปอร์แมน เขาเองก็อ่อนแอและท้อแท้เป็น

15. รู้ว่า อย่าเรียกร้องความเท่าเทียมจากผู้ชาย ถ้าเรายังดูแลตัวเองไม่ได้