วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

7 ข้อผิดพลาดในการแต่งตัวที่ทำร้ายความสวยของคุณ

ไม่ใช่ว่าการประโคมแต่งเสียเต็มที่จะเป็น เรื่องที่ส่งเสริมเติมแต่งความงาม ของคุณยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะถ้าแต่งมากไปก็จะดูเกินงาม หรืองามแบบล้นพ้นแย่งกันสวยเสียจนระรานตาไปหมด หรือบ้างก็ประทินแต่งแบบไร้เทสต์ ความสวยที่ติดตัวกายมาตั้งแต่กำเนิดก็เลยดูปิดบังด้วยการแต่งตัวอันไร้ รสนิยมไปเสียหมดสีสันที่ดันกลืนความสวยของคุณ จะ ว่าไปแล้วสีผิวแต่ละสีไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้ใส่เสื้อผ้าได้ทุกเฉดสี เสื้อผ้าสีสดๆ ที่เราเห็นนางแบบใส่แล้วดูดี อาจจะดูตรงกันข้ามเมื่อมาอยู่บนตัวคุณก็ได้ ควรกล้าที่จะลองสีที่แตกต่าง ขณะเดียวกันก็ยึดเฉดสีที่ดูดีสำหรับคุณไว้เป็นเกณฑ์ เพื่อจะได้ไม่เสียเงินไปเปล่าๆ แล้วดันได้เสื้อผ้าในเฉดสีที่ข่มให้ดับมากกว่าขับให้เด่น ขนาดที่อาจจะทำให้คุณพลาดสวย

จำไว้ว่าถ้าเสื้อผ้าไม่พอดีกับตัวคุณ ก็อย่าใส่เสียเลยจะดีกว่า เพราะการย่อตัวจนหดเล็กอยู่ในเสื้อผ้าที่เล็กกว่าไซส์ที่คุณควรใส่ นอกจากทำให้กินไม่ได้เต็มที่แล้ว อาจดูเหมือนคุณกินมากเกินไปจนเใส่เสื้อผ้าแล้วปลิ้นลิ้นหรือเปล่า

ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าโดยลองให้พอดีมากกว่ายึดไซส์เป็นเกณฑ์เพราะเสื้อผ้า แต่ละแบรนด์ก็ไม่ได้ยึดมาตรฐานเดียวกันเท่าไหร่ ดังนั้นเสื้อผ้าเสื้อผ้าไซส์ s ของยี่ห้อหนึ่งอาจใหญ่กว่าอีกยี่ห้อได้ และถ้าเป็นกางเกงอย่างน้อยควรลองนั่งดูว่าไม่เกิดการดึงรั้งแต่อย่างใด อย่าทรมานตัวเองเลย

แต่งหน้าอำพรางความงามซะเฉยๆ ต้องดูด้วยนะคะว่าตอนกลางวันหรือกลางคืน ถ้าเป็นกลางวันควรจะแต่งแบบบางเบา เพราะจะเห็นได้ชัดอยู่แล้ว ส่วนกลางคืนก็แต่งเข้มหน่อย ปกติเราก็จะเปลี่ยนเสื้อผ้าตามกิจกรรมที่ทำอยู่แล้ว เมคอัพก็ควรเปลี่ยนตามนั้นเช่นกัน อย่างถ้าจะแต่งปากดำก็เหลือบดูคนรอบข้างนิดหนึ่งว่ายุคนี้สมัยนี้เขาแต่งกัน อย่างไรแล้ว

หรือบางคนเน้นประโคมพอกหน้าเสียจนบิดเบือนความงามที่อยู่ตามธรรมชาติ

ถุงน่องกลายเป็นถุงพันน่อง บางคนชอบใส่ถุงน่องเพื่อปกปิดจุดด้อยที่เรียวขา แต่เราก็ต้องมีเทคนิคในการเลือกถุงน่องที่ใส่ด้วย

การเลือกถุงน่องที่สีเดียวกับรองเท้าและชายกระโปรงจะทำให้คุณดูสูงชะลูดและ ผอมเพรียวขึ้นทันตา ถ้าสวมกระโปรงและรองเท้าสีดำ เราก็ควรเลือกใส่ถุงน่องเนื้อดำวาวก็จะดูเก๋ขึ้นมาทันที ถ้าสวมเดรสสีฟ้าสดกับรองเท้าที่ออกเขียวควรเลือกถุงน่องเขียว ไม่ใช่ถุงน่องดำเสียตลอดเพราะต้องการซ่อนน่องโตๆ ของคุณ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าถ้าคุณไม่ได้ใส่กระโปรงและรองเท้าดำ แต่ดันสวมถุงน่องดำนั้นจะเป็นการดึงสายตาทุกคู่มาสนใจขาของคุณอย่างเลี่ยง ไม่ได้

เล็บที่ทำให้ดูไม่เป็นเซเล็บเสียเลย ควรที่จะดูแลเล็บให้สะอาด ตัดแต่งเสมอ พกกรรไกรตัดเล็บหรืออุปกรณ์ติดตัวไว้บ้างเพื่อต้องการใช้ฉุกเฉิน ตกแต่งทับส่วนที่หัก และเช็ดคราบสีเดิมออก ถ้าทำงานในส่วนธุรกิจควรเลือกสีเล็บที่ไม่ต้องฉูดฉาดมากนักเพื่อสร้างความ น่าเชื่อถือ และเก็บสไตล์มันส์ๆ ไว้แต่งตอนสุดสัปดาห์จะดีกว่า

สำหรับคนที่นิยมการทาเล็บก็มิควรปล่อยให้สีเล็บหลุดลอกถลอกปอกเปิกเอากัน เข้านะ มันจะทำให้คุณดูเป็นคนสกปรกแบบมีเศษอะไรติดเล็บเอา

ซับในที่ดูดซับความสวย สำหรับคนที่ต้องใส่ซับใน โชคอาจไม่เข้าข้าง เพราะซับในที่ผลิตออกมาวางจำหน่ายคงไม่พอดีกับทุกระดับความยาวของกระโปรงที่ คุณมี ดังนั้นควรซื้อไว้หลายระดับความยาว และเปลี่ยนทันทีเมื่อยางยืดเริ่มหย่อนยาน ควรซื้อซับในสีที่คุณมักใช้ประจำอย่างสีดำ สีกรมท่า สีเบจ และสีขาว ทีนี้คุณก็จะหมดกังวลว่าซับในของคุณจะมาบดบังความสวยงามของชุดแล้ว

ผมเผ้าที่ชำเราความสวย สีผมเป็นสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคุณอย่างมาก อาจทำให้คุณรุ่งหรือดับไปเลยก็ได้ ถ้าเลือกสีผมที่เข้ากับใบหน้าก็จะทำให้หน้าคุณดูสว่าง มีลุคส์ที่ทันสมัยมากขึ้น แต่อาจจะเปลืองงบประมาณสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรที่คุณเหลือกก็ควรเข้ากับสีผิวคุณด้วย และที่สำคัญก็หมั่นดูแลสุขภาพเส้นผมไม่ให้แห้งเสีย หยาบกระด้างเพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้คุณยิ่งดูดีขึ้นอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ไดอารี่ของเพื่อนคนหนึ่ง ถึง คำว่า เพื่อน

... การจะอยู่รวมกันในสังคมนั้น ต้องใช้เหตุและผล เป็นสำคัญ
... การเป็นคนที่มีเหตุผล ทำให้เรารู้จักและยอมรับในกฎเกณฑ์ของสังคม

... และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ...

... แต่ระหว่าง "เพื่อน" ...... ถ้าใช้แค่เพียง "เหตุผล" อาจจะไม่พอ ...
... เพราะแต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ...
... และเมื่อต่างยึดมั่น ถือมั่น ..... ในเหตุผลของตนเอง ...... ทัศนคติก็จะไม่ตรงกัน ...


... ทำให้เพื่อนลืมไปว่า ...
... เราเป็นอะไรที่มากกว่า แค่ "คนรู้จัก" กัน ...


... สิ่งที่สำคัญกว่าเหตุผลคือ "ความเข้าใจ" ...
... แม้ทัศนคติจะไม่ตรงกัน แต่เพื่อนก็อยู่ด้วยกันได้ ...
... แค่ทำความเข้าใจในตัวตนของกันและกัน ...


... และสิ่งนี้แหละ ทำให้เกิดคำว่า "เพื่อน" ทำให้เราเป็นมากกว่า ...
... แค่ "คนรู้จัก" กัน ...

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

ประโยชน์ของมือถือ ที่คุณยังไม่รู้







ใครที่ใช้โทรศัพท์มือถือ ตั้งใจอ่านดีๆนะคะ อ่านจบแล้วจะรู้ว่ามือถือไม่ได้มีไว้สำหรับ โทรเข้า-โทรออกเท่านั้น

1. หมายเลขสากลฉุกเฉิน 112 ใช้ได้ทั่วโลก ถ้าเกิดเราหลงไปอยู่ในเขตที่ไม่มีสัญญาณเลย แต่มีเหตุด่วนเหตุร้ายให้กด 112 แล้วมันจะหาเบอร์ให้เองอัตโนมัติ แม้แต่เราล็อคปุ่มก็ยังกดเบอร์นี้ได้

2. ใช้ในกรณีที่ลืมกุญแจไว้ในรถ… สำหรับรถที่ใช้ Remote Key ถ้ารถล็อคไปแล้ว แต่เรามีกุญแจสำรองอยู่ที่บ้าน ให้โทรไปหาคนที่อยู่ที่บ้านด้วยมือถือ (เราต้องโทรไปหาเบอร์มือถือของเขาด้วยนะ) เมื่อเขารับแล้วให้เราบอกเขา ให้กดปุ่ม unlock บนกุญแจสำรอง ในขณะที่เราถือมือถือ ให้ห่างจากประตูรถประมาณ 1 ฟุต (คนที่อยู่บ้านที่เราวานให้กด ต้องเอากุญแจไปจ่อใกล้กับมือถือของเขาในขณะที่กดปุ่ม) ประตูรถก็จะเปิดออก เหมือนเรากดปุ่มรีโมทด้วยตัวเอง ระยะทางไม่มีปัญหา แม้รถกับบ้านจะอยู่ห่างกันเป็นร้อยๆ กม. ก็ตาม

3. กรณีแบ็ตใกล้จะหมด *3370# สำหรับมือถือ Nokia ถ้าเกิดถ่านเหลือน้อยเต็มที จนใกล้ดับแต่เราจำเป็นต้องโทรออกให้กด * 3370# มันจะรีดพลังสำรองที่ซ่อนออกมาแล้วแสดงให้เห็นว่า เพิ่มพลังถ่านให้ขึ้นมาอีก 50% และมันจะชดเชยส่วนสำรองนี้ในการชาร์จแบตครั้งต่อไป

4. ถ้าโทรศัพท์หายต้องการทำให้ใช้ไม่ได้ตลอดไป ในกรณีนี้เราต้องใช้ หมายเลข serial number ประจำเครื่อง ซึ่งมี 15- 17 หน่วย การที่จะทราบหมายเลขนี้ กด * #06# แล้วหมายเลขประจำเครื่อง ก็จะขึ้นมาให้เห็นทันทีเหมือนเล่นกล จดไวแล้วเก็บไว้ให้ดี …. ที่นี้ถ้ามือถือหายหรือตกหล่น ให้โทรไปที่ศูนย์ แล้วแจ้งหมายเลขให้เขาไป เขาก็จะบล็อคเครื่องของเราให้ แล้วทีนี้มือถือที่หายไปจะใช้ไม่ได้อีกเลย ถึงแม้ว่าคนขโมยไปจะเปลี่ยน sim card มันก็จะยัง ใช้ไม่ได้อยู่ดี

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553

ทำไมต้องโกหกกัน และความรู้เกี่ยวกับการโกหก

แม้เราทุกคนจะได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ให้พูดแต่ความจริง ไม่ให้พูดโกหก และสำหรับชาวพุทธ การโกหกถือเป็นการผิดศีล แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แทบทุกคนไม่มีใครที่ตลอดชีวิตไม่เคยโกหกเลย


การโกหกเป็นสิ่งไม่ดี เราทุกคนรู้และไม่มีใครชอบ แต่เพราะอะไร ทำไมถึงต้องโกหก


ยิ่งใกล้ชิดยิ่งโกหก
นักจิตวิทยาพบว่า มนุษย์เริ่มโกหกเป็นตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และเมื่ออายุได้ 5 ขวบ ความสามารถในการโกหกจะได้รับการพัฒนาขึ้นอีกมาก



แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะในทางจิตวิทยาถือว่าการโกหกเป็นธรรมชาติของเด็กที่เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีพิษมีภัย เพราะเด็กยังไม่สามารถแยกแยะจินตนาการออกจากความจริงได้


เด็กมักโกหกเพราะความกลัว ต้องการเลียนแบบและเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่
แต่เมื่อโตขึ้น ไม่ว่าหญิงและชาย ประเภทและระดับการโกหกจะยิ่งมากขึ้นและซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
งานวิจัยล่าสุดของ โรเบิร์ต เฟลด์แมน อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแมสซาซูเซตส์ และผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Liar in Your Life พบว่า ระหว่างการสนทนาทุกๆ 10 นาที จะมีการโกหกประมาณ 2-3 ครั้ง และในบางคู่สนทนาอาจเกิดขึ้นได้มากถึง 12 ครั้ง


เจมส์ แพตเตอร์สัน ผู้เขียนหนังสือ The Day America Told the Truth เผยว่า ไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นใครก็ตามแต่ แทบทุกครั้งของการสนทนามักจะมีเรื่องโกหกร่วมอยู่ด้วยเสมอ เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะพูดความจริงต่อกันทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาคนใกล้ชิดอย่างคู่รัก พ่อ แม่ ลูก

โกหกกันเพื่ออะไร


การโกหกเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาตราบเท่าที่มีการสื่อสารกัน แม้กระทั่งการสื่อสารข้อความผ่านอีเมล หรือการส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์ (sms)ก็เป็นอีกช่องทางยอดฮิตในการโกหก


พอล เอ๊กแมน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งศึกษาเรื่องการโกหกมานานกว่าสี่สิบปี ลงความเห็นว่า “มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโกหกได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องการโกหกจะเป็นผลดีต่อชีวิต”ว่าจะดีขึ้นแค่ไหน เราคงต้องมาพิจารณาดูประเภทของการโกหกก่อน


โกหกสีขาว (White Lie) เป็นการโกหกด้วยเจตนาดี เพื่อถนอมความรู้สึกและรักษาน้ำใจ แทนที่จะบอกความจริงที่เชื่อว่าผู้ฟังคงรับไม่ได้ออกไป บางครั้งการโกหกในลักษณะนี้เป็นการพูดเพื่อให้กำลังใจอีกฝ่าย เรียกได้ว่าเป็นการโกหกเพื่อทำให้ผู้อื่นมีความสุขนั่นเอง


งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การ “รู้จักโกหก”เพื่อเข้าสังคมนั้น ส่งผลให้บุคคลนั้นๆ เป็นที่ชื่นชอบของคนในสังคมมากกว่าผู้ที่พูดแต่ความจริงเพราะการเข้าสังคมบางครั้งจำเป็นต้องปรุงแต่คำพูดซึ่งต่างไปจากความรู้สึกที่แท้จริงเพื่อให้คู่สนทนาสบายใจและประทับใจ


โกหกเพื่อปกป้องตนเอง เป็นการโกหกเพื่อการเอาตัวรอด เช่นกลัวความผิด กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวเสียเกียรติ กลัวการเผชิญหน้า กลัวความผิดหวัง ฯลฯ การโกหกประเภทนี้ในบางครั้งอาจร้ายแรงถึงขั้นโยนความผิด ใส่ความผู้อื่น เป็นพยานเท็จ ฯลฯ


โกหกเพื่อหวังผลประโยชน์ เป็นการโกหกเพื่อทำให้ตนเองได้รับการยอมรับ ความไว้วางใจ ได้โอกาสในการทำงาน มักเป็นในรูปของการปลอมแปลงข้อมูลทางคุณวุฒิ คุณสมบัติ ฐานะการเงิน ฯลฯ
โกหกตนเอง มักเกิดกับคนที่สูญเสียความมั่นใจ สับสน และหวาดกลัวความจริง คนประเภทนี้มักสร้างเรื่อง “หลอกตนเอง”ให้คลายจากความทุกข์ชั่วขณะ เช่นหลอกว่าคนรักที่ทอดทิ้งไปยังมีใจให้อยู่เสมอ และสุดท้ายคนเหล่านี้มักโทษตนเอง อาจเลยไปถึงขั้นทำร้ายร่างกายตนเองหรือตกอยู่ในภาวถซึมเศร้าก็มี
และเมื่อไรก็ตามที่การโกหกลักษณะนี้มีการพัฒนาการมากขึ้น ข้อมูลที่ไม่จริงทั้งหลายก็จะถูกตอกย้ำใส่หูตนเองซ้ำๆ จนตัวเองเริ่มเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จากนั้นจึงนำเรื่องไม่จริง(ที่ตัวเองเชื่อว่าจริง)นี้ไปบอกผู้อื่นต่อ ทางจิตเวชถือว่าอาการเช่นนี้อยู่ในข่ายอันตรายที่ต้องได้รับการบำบัดเยียวยาอย่างเร่งด่วน




ผู้ชาย เพราะผู้หญิงมีความสามารถในการใช้สมองซีกขวา รวบรวมเรื่อง จัดการอารมณ์และความรู้สึกได้ดีกว่าผู้ชาย ผู้หญิงมักโกหกเพื่อถนอมความรู้สุก รักษาน้ำใจของคนใกล้ชิด


• ผู้ชาย * มักโกหกเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และมักเห็นว่าการโกหกเป็นทางออกที่ง่ายที่สุด สถิคิโดยเฉลี่ย ผู้ชายจะโกหกมากถึง 6 ครั้งต่อวัน ขณะที่ ผู้หญิงจะโกหกเพียง 2 ครั้งต่อวัน
• - ประโยคโกหกยอดฮิต ของทั้งหญิงและชาย “ไม่เป็นไร… สบายดี”
• - ประโยคโกหกยอดฮิตที่ทำให้คนรักหน้ามืดตามัว “คุณเป็นคนเดียวที่ฉันจะรักจนวันตาย”
• - ประโยคโกหกยอดฮิตที่คนมักใช้กับคนรักเพื่อหวังให้อีกฝ่ายใจอ่อนยอมยกโทษให้ “รับรองจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก…ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย”

จะรู้ได้อย่างไรว่าใครโกหก นักจิตวิทยาพบสถิติที่น่าสนใจว่า บรรดาคนพูดโกหกจำนวนกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ หากพบว่าไม่มีใครจับได้ คนเหล่านั้นก็มีแนวโน้มจะพูดโกหกต่อไปเรื่อยๆ เพราะเห็นว่าการโกหกเป็นเรื่องธรรมดา


แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่ว่าคนคนนั้นจะโกหกได้แนบเนียนอย่างไร ก็ไม่อาจปิดบังปฏิกิริยาในร่างกายขณะโกหกได้ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและชีพจรจะไม่สม่ำเสมอ เหงื่อจะออกมากขึ้น อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ที่สำคัญระดับความดันโลหิจจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการระคายเคืองในระดับเนื้อเยื่อ เช่นบริเวณจมูก ลำคอ ใบหน้า คนที่กำลังโกหกจึงมักเกาหรือถูผิวหนังบริเวณนั้นบ่อยๆเพื่อลดการระคายเคือง




อาการผิดปกติที่พบเห็นทั่วไปเมื่อเวลาโกหก
1. หลบสายตา กะพริบตาหรือกลอกตามองซ้ายขวาไปมาบ่อยครั้งอย่างไม่จำเป็น

2. กลืนน้ำลายบ่อยกว่าปกติ อาการนี้ผู้ชายจะเป็นมากกว่า

3. น้ำเสียงไม่ปกติ ขึ้นเสียง โวยวายเมื่อถูกถามซ้ำๆเพราะคนโกหกจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้นาน หรือเล่าความได้ครบถ้วนเหมือนตอนที่เล่าครั้งแรก

4. ตอบคำถามด้วยการย้ำคำพูดหรือหยุดชะงัก ก่อนจะตอบคำถามแบบยืดยาวด้วยการทวนคำถามอีกรอบ ทั้งนี้เพื่อประวิงเวลาในการสร้างเรื่องโกหก

โกหกแล้วได้อะไร



อันดับแรกคือ ความโล่งอกที่หลุดพ้นภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นมาได้ แต่สิ่งที่จะตามมาติดๆคือ ความกังวลใจ กลัวไปสารพัด เพราะไม่อยากถูกจับได้
แต่ยิ่งกลัวมากเท่าไร โอกาสที่การโกหกจะลุกลามต่อไปก็มีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อกลัวว่าที่โกหกไปแล้วจะไม่แนบเนียนก็ย่อมต้องโกหกเรื่องอื่นๆ ตามมาเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือขึ้นอีกเป็นชั้นๆ บางกรณีเมื่อโกหกแล้วยังไม่มีใครจับได้ ก็ได้ใจและทำต่อไปเรื่อยๆ สำหรับบางคนเลยเป็นสิ่งที่กลายเป็นนิสัยที่แก้ไม่หาย
แต่ความลับไม่มีในโลก ดังนั้นไม่ว่าการโกหกจะถูกเปิดโปงด้วยวิทยาการล้ำสมัยหรือเป็นการจนมุมง่ายๆด้วยวิธีใดก็ตามที ผลที่ผู้โกหกจะได้รับคงไม่แตกต่างไปจากเด็กเลี้ยงแกะที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครเชื่อถือและให้ความไว้วางใจอีกต่อไป

รู้จัก ปฏิกิริยา พิน็อกคิโอการแตะจมูกเป็นสัญญาณมือสำคัญที่สื่อว่า เขากำลังโกหก นักวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อคนเราโกหก ความดันเลือดจะสูงขึ้น จมูกจะบานออก หรือที่เรียกว่า พิน็อกคิโอ ทำให้คนที่โกหกต้องถูจมูกเร็วๆ เมื่อคลายอาการคันที่เกิดขึ้น

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ประวัติความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency) มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)

ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก

ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด

สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา

อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด