นบีมุฮัมมัด ฟัง (ข้อมูล) (อาหรับ: محمد มีความหมายว่า ผู้ได้รับการสรรเสริญ) มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น มุสตอฟา, ฏอฮา, ยาซีน และ อะฮฺมัด
มุฮัมมัด (ศ) เป็นนบี (ศาสดา) ของศาสนาอิสลาม ในทัศนคติของอิสลาม มุฮัมมัด (ศ) เป็นศาสดาองค์สุดท้าย ที่ อัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานแต่งตั้ง
ประวัติ
เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด (ศ) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก
ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับรอหะหฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะหฺ เพื่อทำลายกะอฺบะหฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอหฺได้ทรงพิทักษ์มักกะหฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุเหมือนใบไม้ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอหะหฺจึงต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด
ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิ์ เปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปีนั้นต้องดับลงไปด้วย
บิดาของมุฮัมมัดคือ อับดุลลอหฺ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำ ซัมซัม ริมกะอฺบะหฺ อับดุลลอหฺได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด(ศ)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะหฺ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ ฺผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อน
เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านต้องไปอาศัยกับแม่นมรับจ้างชื่อว่า ฮะลีมะหฺ แห่งเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง
มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน
มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะหฺไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น
ในวัยหนุ่ม มุฮัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า "อัลอะมีน" หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่างๆ แต่มุฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮาม) อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน
เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของ คอดีญะหฺ เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก
เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกับนาง คอดีญะหฺผู้มีอายุแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น (ภายหลังการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะหฺ ท่านหญิงคอดีญะหฺเสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยังเมืองยัษริบ 3 ปี
เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล
เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะหฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา อัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบะนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่า มุฮัมมัด เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม
ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลลอหฺเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้ก่อตั้งกะอฺบะหฺ แต่ในขณะเดียวกลับบูชาเทวรูปและผีสางอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่า ชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และในยัษริบก็มีชาวยิวหลายตระกูลอาศัยอยู่อีกด้วย
มุฮัมมัดได้เป็นศาสนทูต
เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับ วะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตสวรรค์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดา มูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน
ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม
ในปีที่ 5 หลังสาส์นอิสลาม สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะหฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี(เนเกช)แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสต์ศาสนาก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจาก นางคอดีญะหฺ ผู้เป็นภรรยาและ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะ ได้สิ้นชีวิต
ปีเดียวกันศาสนทูตท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะหฺ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ
ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยขี่บุรอกจากมัสญิด อัลฮะรอมในมักกะหฺ สู่ มัสญิดอัลอักศอ ในปาเลสไตน์ (อิสรออ์) ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ในคืนนั้นอัลลอหฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม
ปีที่ 11 ชาวมะดีนะหฺ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาในปีที่ 12 ชาวมะดีนะหฺ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะหฺครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอหฺเพียงองค์เดียว และในปีที่ 13 มีชาวมะดีนะหฺ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะหฺ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะหฺ
อพยพจากมักกะหฺสู่มะดีนะหฺ
ท่านศาสดาอพยพจากมักกะหฺโดยมีอะบูบักรฺร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะหฺในวันศุกร์
ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะหฺ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันศอร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม
มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด
วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553
5 ของขวัญจากเมืองไทย ทีเด็กนอก(บ่น)อยากได้สุดๆ
อาหารไทย
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงข้าวกล่องแช่แข็งอะไรแบบนั้นนะคะ แต่ส่วนมากที่อยากได้กันมากๆ เห็นจะเป็นพวกน้ำพริก ผงเครื่องปรุงต่างๆ เช่น ผงเครื่องต้มยำ ผงแกงส้ม ผงแกงเขียวหวาน ผงพะโล้ เพราะในบางประเทศก็หาซื้อยากค่ะ และอีกอย่างที่บ่นว่าอยากได้กันเยอะมากๆ ช่วยส่งไปให้หน่อยเถอะก็คือ "หมูแผ่น" ค่ะ เพราะจะเอามากินเปล่าๆ เป็นของกินเล่น หรือจะกินกับข้าว ก็สามารถรอดตายไปได้อีกหนึ่งมื้อ 5555 ส่วนพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนี่ย ส่วนมากบอกว่าหาซื้อได้ไม่ยาก หรือถ้าหาซื้อของไทยไม่ได้ ก็กินพวกราเมงญี่ปุ่นเกาหลีอะไรพวกนี้แทนก็ถือว่าโอเคค่ะ
คู่มือทำอาหารไทย
โอ๊ย อันนี้ฮามากค่ะ บางคนนี่ตอนอยู่ไทยทำอาหารอะไรไม่เป็นซักอย่าง เวลาเข้าครัวที เละไปทั้งครัว ! ดังนั้น ไหนๆ ก็ส่งผงเครื่องปรุงมาแล้ว อย่าลืมส่งคู่มือทำอาหารมาให้ด้วยละกันนะ 5555 เพราะบางทีเวลาเข้าครัวก็ขี้เกียจเปิดเน็ตเซิร์ชสูตรอาหาร อยากได้เป็นคู่มือทำอาหารดีๆ ซักเล่มมากกว่า ใช้ได้ตลอดปีตลอดชาติ อิอิ ไม่งั้นล่ะก็ ต่อให้มีเครื่องปรุงครบทุกอย่าง แต่ทำไม่เป็น ก็จบกันล่ะสิทีนี้ !
ซองใส่พาสปอร์ต
อันนี้น้องผู้หญิงเค้ารีเควสท์มาค่ะ เพราะผู้หญิงก็มักจะคู่กับของจุกจิกน่ารักๆ อยู่แล้ว น้องๆ หลายคนเค้าเลยอยากได้ของขวัญปีใหม่เป็นซองใส่พาสปอร์ตลายน่ารักๆ ค่ะ ถึงแม้จะไม่ได้พกพาสปอร์ตติดตัวไว้ตลอดเวลา แต่นานๆ ทีเวลาหยิบพาสปอร์ตขึ้นมาดูแล้วเห็นซองน่ารักๆ อุ๊ย น่ารักจัง ก็ทำให้เจริญหูเจริญตาได้เหมือนกันนะ 5555 เข้าท่าดีเหมือนกันนะคะ พี่เป้ เองก็ชอบเหมือนกัน เห็นแล้วมันมีความสุขจริงๆ อะ อันที่จริงเมืองนอกก็มีขายนะคะ แต่บางทีก็ไม่น่ารักเท่าที่ไทยอ่ะค่ะ
ปฏิทิน
แน่นอนเลยค่ะ ขึ้นปีใหม่ทั้งที ปฏิทินเป็นของสำคัญมากๆ แต่ถ้าไปอยู่เมืองนอก ก็มีแต่ปฏิทินของประเทศนั้นๆ เลยอยากได้เป็นของไทยมากกว่า ส่วนลายบนปฏิทินนั้น น้องๆ ชาวเรียนต่อนอกเค้าฝากบอกมาว่า เป็นลายอะไรก็ได้ แต่จริงๆ อยากได้เป็นพวกทะเลภูเขาทีเป็นวิวของเมืองไทย เวลาเห็นแล้วจะได้นึกถึงบ้าน ^___^
รูปเพื่อนๆ ในกลุ่ม
หลายคนฝากบอกมาอีกว่า ปีใหม่ทั้งที อยากให้เพื่อนๆ ในกลุ่มในแก๊งเขียนจดหมายไปหาบ้างอะไรบ้าง เพราะถึงจะแชทกันบ่อย แต่มันก็เป็นแค่ตัวอักษรที่จับต้องไม่ได้ เลยอยากได้จดหมายหรืออะไรที่เป็นรูปเป็นร่างแบบสัมผัสได้ เวลาคิดถึงทีไรจะได้หยิบมาดู แล้วอย่าลืมแนบรูปกลุ่มที่ถ่ายด้วยกันล่าสุดเอาใส่กรอบสวยๆ จะได้เอาไปตั้งไว้บนหัวนอน ทุกๆ เช้าที่ตื่นนอนและทุกๆ คืนก่อนนอน จะได้เห็นหน้าเพื่อนตลอดเวลา
อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/content/studyabroad/23181/5-ของขวัญจากเมืองไทย-ปีใหม่.php#ixzz19JjxnhOK
วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ช็อค ! 10 เรื่องร้ายก่อนการมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควร
พบ กับเรื่องร้ายๆ 10 ข้อที่เกิดจากเซ็กส์ก่อนวัยอันควร เพื่อเป็นแนวทางคิดก่อนที่จะเผลอทำอะไรลงไปด้วยตัณหาราคะ โดยเฉพาะหญิงสาว แม้โลกจะยอมรับให้สิทธิเท่าเทียมชาย แต่ท่านมักจะเสียเปรียบเสมอ
1. ท้อง และ แท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาป ยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัย ก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อม หรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%
2. ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้
3. ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหา น้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม
4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน
5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้ หัวเราะชัวร์
6. เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟนเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว
7. ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น
8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด
9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ
*10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่อง ราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม
1. ท้อง และ แท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาป ยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัย ก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อม หรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%
2. ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้
3. ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหา น้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม
4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน
5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้ หัวเราะชัวร์
6. เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟนเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว
7. ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น
8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด
9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ
*10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่อง ราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม
วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553
10 เคล็ดลับดีๆ กับวิธีเลือก กางเกงยีนส์
ทำไมผู้หญิงทั่วโลกหลงรัก กางเกงยีนส์ ก็เพราะ กางเกงยีนส์ ช่วยให้ดูเพรียวและเซ็กซี่น่ะสิ แต่การเลือกกางเกงยีนส์ ให้เหมาะกับรูปร่างนั้นยากกว่าเลือกบิกินี่ซะอีก นี่คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณค้นพบ กางเกงยีนส์ ในฝัน
1. เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพัก เนื้อผ้าจะขยายออก 10%
2. ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง
3. เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม
4. อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่
5. นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป
6. รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ
7. ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
8. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง
9. อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
10. ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)
Label Lingo 5 ศัพท์ ควรรู้ของกางเกงยีนส์
1. Rise ความยาวระหว่างเป้ากางเกงถึงขอบเอว เพื่อดูว่า เอวสูงหรือเอวต่ำ
2. Whiskering ลายทางริ้วบนกางเกงยีนส์เพื่ออำพรางจุดด้อยบริเวณสะโพก
3. Inseam รอยตะเข็บด้านข้าง ตั้งแต่เป้าจนถึงปลายขากางเกง
4. Wash สีสันและวิธีการฟอกกางเกงยีนส์
5. Boot-cut ทรงกางเกงที่เข้ารูป บริเวณสะโพกแล้วค่อยๆ บานออกใต้หัวเข่า
1. เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพัก เนื้อผ้าจะขยายออก 10%
2. ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง
3. เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม
4. อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่
5. นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป
6. รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ
7. ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
8. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง
9. อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
10. ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)
Label Lingo 5 ศัพท์ ควรรู้ของกางเกงยีนส์
1. Rise ความยาวระหว่างเป้ากางเกงถึงขอบเอว เพื่อดูว่า เอวสูงหรือเอวต่ำ
2. Whiskering ลายทางริ้วบนกางเกงยีนส์เพื่ออำพรางจุดด้อยบริเวณสะโพก
3. Inseam รอยตะเข็บด้านข้าง ตั้งแต่เป้าจนถึงปลายขากางเกง
4. Wash สีสันและวิธีการฟอกกางเกงยีนส์
5. Boot-cut ทรงกางเกงที่เข้ารูป บริเวณสะโพกแล้วค่อยๆ บานออกใต้หัวเข่า
วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553
น้ำมันทานตะวัน อาจเพิ่มเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์
พวกเราคงจะมีประสบการณ์เห็นคนสูงอายุ... อายุยืนแบบป้ำๆ เป๋อๆ หรือนักการเมืองที่พูดจา 5 ชั่วโมงจับสาระไม่ได้สักคำมาแล้วไม่มากก็น้อย
วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับอาหารที่เพิ่ม และลดความเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มาฝากค้ะ
...
ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ปาสคาล บาร์เบอร์เกอร์-กาโต แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันวิจัยการแพทย์ เมืองบอโดซ์ ฝรั่งเศสทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพดี 8,000 คน อายุ 65 ปีขึ้นไป
ผลการศึกษาพบว่า อาหารที่มีไขมันชนิดโอเมกา-3 สูง เช่น ปลาทะเล น้ำมันคาโนลา ฯลฯ ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้
...
เมื่อทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปพบข่าวดีคือ
การกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 40%
การกินผักผลไม้วันละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 30%
...
ทีนี้ข่าวดีย่อมมาคู่กับข่าวร้าย... ข่าวร้ายคือ การกินน้ำมันพืชที่มีสารโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ เพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมเป็น 2 เท่า
น้ำมันที่คนไทยใช้ประมาณ 70% เป็นน้ำมันปาล์ม ที่เหลือเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมู น้ำมันรำข้าว และน้ำมันพืชอื่นๆ ปนกัน
...
วิธีเลือกน้ำมันง่ายๆ มีดังต่อไปนี้
หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือดชนิดเลว (LDL) เพิ่มขึ้นได้แก่ น้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู ฯลฯ
หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ
ใช้น้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลืองแทน หรือถ้ามีฐานะดีหน่อย... ควรเลือกใช้น้ำมันมะกอกหรือคาโนลา
กินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งควรเน้นปลาที่ไม่ผ่านการทอด เนื่องจากถ้าทอดจะทำให้น้ำมันปลาซึมออก น้ำมันที่ทอดซึมเข้า ทำให้ได้น้ำมันที่ทอดแทนน้ำมันปลา
...
การศึกษานี้บ่งชี้อะไรบางอย่างเหมือนกันคือ แม้แต่เมล็ดทานตะวันก็ไม่ควรกินบ่อย เนื่องจากเมล็ดพืชมีน้ำมันพืชปนอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์
อาจารย์ซูซาน โซเรนเซอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย แห่งสมาคมสมองเสื่อมอัลไซเมอร์กล่าวว่า อาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้แก่ อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน
...
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีลักษณะสำคัญได้แก่ เนื้อน้อย หนักไปทางผัก ผลไม้ ปลาทะเล น้ำมันมะกอก และธัญพืชไม่ขัดสี(ขนมปังโฮลวีท หรือข้าวสาลีไม่ขัดสี)
อาหารไทยเราไม่มีน้ำมันมะกอก ทว่า... มีน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acid / MUFA) ค่อนข้างสูงคล้ายๆ กันคือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันอีกอย่างที่มีคุณสมบัติคล้ายกันคือ น้ำมันถั่วลิสง (มีจำหน่ายในพม่า)
...
ถ้าเราต้องการปรับอาหารไทยให้เป็นอาหารสุขภาพคล้ายๆ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ดีกับสุขภาพมาก... เราคงต้องปรับเปลี่ยนดังต่อไปนี้
เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง
กินผักครึ่งหนึ่ง-อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง (ผลไม้ท้งผล ไม่ใช่น้ำผลไม้ + ปลา) แบบที่กรมอนามัยแนะนำ
กินผัก-น้ำพริกอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
เปลี่ยนน้ำมันไปใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา หรือน้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลือง และกินอาหารทอดไม่เกินวันละ 1 มื้อ
...
และอย่าลืมออกกำลังอย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 30 นาที หรือเพิ่มเป็น 60 นาทีถ้าอ้วน หรืออ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ค่ะ
ที่มา
Thank BBC > Heathy diet 'cuts dementia risk' > [ Click ] > November 13, 2007. / J Neurology.
ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
ขอขอบคุณอาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี > สนับสนุนเทคนิค iT.
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 15 พฤศจิกายน 2550.
วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับอาหารที่เพิ่ม และลดความเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มาฝากค้ะ
...
ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ปาสคาล บาร์เบอร์เกอร์-กาโต แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันวิจัยการแพทย์ เมืองบอโดซ์ ฝรั่งเศสทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพดี 8,000 คน อายุ 65 ปีขึ้นไป
ผลการศึกษาพบว่า อาหารที่มีไขมันชนิดโอเมกา-3 สูง เช่น ปลาทะเล น้ำมันคาโนลา ฯลฯ ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้
...
เมื่อทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปพบข่าวดีคือ
การกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 40%
การกินผักผลไม้วันละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 30%
...
ทีนี้ข่าวดีย่อมมาคู่กับข่าวร้าย... ข่าวร้ายคือ การกินน้ำมันพืชที่มีสารโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ เพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมเป็น 2 เท่า
น้ำมันที่คนไทยใช้ประมาณ 70% เป็นน้ำมันปาล์ม ที่เหลือเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมู น้ำมันรำข้าว และน้ำมันพืชอื่นๆ ปนกัน
...
วิธีเลือกน้ำมันง่ายๆ มีดังต่อไปนี้
หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือดชนิดเลว (LDL) เพิ่มขึ้นได้แก่ น้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู ฯลฯ
หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ
ใช้น้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลืองแทน หรือถ้ามีฐานะดีหน่อย... ควรเลือกใช้น้ำมันมะกอกหรือคาโนลา
กินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งควรเน้นปลาที่ไม่ผ่านการทอด เนื่องจากถ้าทอดจะทำให้น้ำมันปลาซึมออก น้ำมันที่ทอดซึมเข้า ทำให้ได้น้ำมันที่ทอดแทนน้ำมันปลา
...
การศึกษานี้บ่งชี้อะไรบางอย่างเหมือนกันคือ แม้แต่เมล็ดทานตะวันก็ไม่ควรกินบ่อย เนื่องจากเมล็ดพืชมีน้ำมันพืชปนอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์
อาจารย์ซูซาน โซเรนเซอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย แห่งสมาคมสมองเสื่อมอัลไซเมอร์กล่าวว่า อาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้แก่ อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน
...
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีลักษณะสำคัญได้แก่ เนื้อน้อย หนักไปทางผัก ผลไม้ ปลาทะเล น้ำมันมะกอก และธัญพืชไม่ขัดสี(ขนมปังโฮลวีท หรือข้าวสาลีไม่ขัดสี)
อาหารไทยเราไม่มีน้ำมันมะกอก ทว่า... มีน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acid / MUFA) ค่อนข้างสูงคล้ายๆ กันคือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันอีกอย่างที่มีคุณสมบัติคล้ายกันคือ น้ำมันถั่วลิสง (มีจำหน่ายในพม่า)
...
ถ้าเราต้องการปรับอาหารไทยให้เป็นอาหารสุขภาพคล้ายๆ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ดีกับสุขภาพมาก... เราคงต้องปรับเปลี่ยนดังต่อไปนี้
เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง
กินผักครึ่งหนึ่ง-อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง (ผลไม้ท้งผล ไม่ใช่น้ำผลไม้ + ปลา) แบบที่กรมอนามัยแนะนำ
กินผัก-น้ำพริกอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
เปลี่ยนน้ำมันไปใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา หรือน้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลือง และกินอาหารทอดไม่เกินวันละ 1 มื้อ
...
และอย่าลืมออกกำลังอย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 30 นาที หรือเพิ่มเป็น 60 นาทีถ้าอ้วน หรืออ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ค่ะ
ที่มา
Thank BBC > Heathy diet 'cuts dementia risk' > [ Click ] > November 13, 2007. / J Neurology.
ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
ขอขอบคุณอาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี > สนับสนุนเทคนิค iT.
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 15 พฤศจิกายน 2550.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
