วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
7 สิ่งสำหรับเด็กเรียนห้ามใว้ใจ !
1. อย่าไว้ใจ คะแนน ว่าของตนสูงแล้วถ้าเทียบกะเพื่อนๆ แต่คุณยังไม่ได้เทียบกับคนทั้งประเทศ- -;;
2.อย่าไว้ใจเวลา มันผ่านได้ที่คุณไม่รู้ตัว พยายามอยู่กับมันให้คุ้มค่าที่สุด
3.อย่าไว้ใจ ขนาดการอ่านหนังสือ ที่คุณอ่านหนังสือเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจำได้หมด หรือทำได้ ต้องหมั่นทวน และทำบฟห. จนกว่าจะเซียน!!!
4. อย่าไว้ใจเพื่อน อันนี้ไม่ได้บอกให้แตกคอกันหรอกนะ 5555 แต่ว่าช่วงนี้อ่ะ อย่าพึ่ง เที่ยว+ เล่น มากนักเลย
รอให้เอนท์ติดก่อน.... ปิดเทอมนี้อาจยังเที่ยวนิดๆหน่อยๆได้ แต่เปิดเทอม งดๆหน่อยก็ดี
5.อย่าไว้ใจเครื่องดื่มกระตุ้นทั้งหลาย ขอบอกว่ามันอาจจะช่วยให้ร่างกายคุณอ่านได้ แต่มันก็ไ
ม่ช่วยให้สมองของคุณอ่านหนังสือ แล้วรู้เรื่องหรอก(เคยมาแล้ว) ขาดทุนเปล่าๆ ถ้าคุณนอนแต่หัวค่ำสักนิด ตื่นมาแต่ไก่โห่ ทั้งหลับสบาย+ อ่านหนังสือรู้เรื่อง กำไรเห็นๆ
6.อย่าไว้ใจ เกมส์ + คอมพิวเตอร์ อาจจะคิดว่าเล่น นิดเดียว แปบเดียว อ่านมาเยอะแล้วพักหน่อย
แต่มันก็เข้าขั้นข้อที่2 คือ อย่าไว้ใจเด็ดขาด มันจะกินเวลาของคุณ...แปบเดียวผ่านไปแล้ว สองชม. -_-;;;
7.อย่าไว้ใจความสวยงาม ปี เดียวเองเพื่อนๆ เอาเวลาเสริมสวย ไปอ่านหนังสือดีกว่า ไว้เอนท์ติด เข้ามหาลัยดีดี เราค่อยมาสวย ความสวยนะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ เรื่องการสอบ มันสอบได้แค่ครั้งเดียว.....นางเพิ้งแค่ปีเดียวเองเพื่อนๆ>_<
2.อย่าไว้ใจเวลา มันผ่านได้ที่คุณไม่รู้ตัว พยายามอยู่กับมันให้คุ้มค่าที่สุด
3.อย่าไว้ใจ ขนาดการอ่านหนังสือ ที่คุณอ่านหนังสือเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจำได้หมด หรือทำได้ ต้องหมั่นทวน และทำบฟห. จนกว่าจะเซียน!!!
4. อย่าไว้ใจเพื่อน อันนี้ไม่ได้บอกให้แตกคอกันหรอกนะ 5555 แต่ว่าช่วงนี้อ่ะ อย่าพึ่ง เที่ยว+ เล่น มากนักเลย
รอให้เอนท์ติดก่อน.... ปิดเทอมนี้อาจยังเที่ยวนิดๆหน่อยๆได้ แต่เปิดเทอม งดๆหน่อยก็ดี
5.อย่าไว้ใจเครื่องดื่มกระตุ้นทั้งหลาย ขอบอกว่ามันอาจจะช่วยให้ร่างกายคุณอ่านได้ แต่มันก็ไ
ม่ช่วยให้สมองของคุณอ่านหนังสือ แล้วรู้เรื่องหรอก(เคยมาแล้ว) ขาดทุนเปล่าๆ ถ้าคุณนอนแต่หัวค่ำสักนิด ตื่นมาแต่ไก่โห่ ทั้งหลับสบาย+ อ่านหนังสือรู้เรื่อง กำไรเห็นๆ
6.อย่าไว้ใจ เกมส์ + คอมพิวเตอร์ อาจจะคิดว่าเล่น นิดเดียว แปบเดียว อ่านมาเยอะแล้วพักหน่อย
แต่มันก็เข้าขั้นข้อที่2 คือ อย่าไว้ใจเด็ดขาด มันจะกินเวลาของคุณ...แปบเดียวผ่านไปแล้ว สองชม. -_-;;;
7.อย่าไว้ใจความสวยงาม ปี เดียวเองเพื่อนๆ เอาเวลาเสริมสวย ไปอ่านหนังสือดีกว่า ไว้เอนท์ติด เข้ามหาลัยดีดี เราค่อยมาสวย ความสวยนะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ เรื่องการสอบ มันสอบได้แค่ครั้งเดียว.....นางเพิ้งแค่ปีเดียวเองเพื่อนๆ>_<
วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554
เด็ก ๆอย่างเราห้ามทำอะไรบ้าง ?
กฎหมายออกมาเพื่อปกป้องส่วนรวม และกฎหมายข้อห้ามเกี่ยวกับประชาชนก็เพื่อความปลอดภัยกับพวกน้องๆ มีกฎหมายเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่เด่นๆ อะไรบ้าง มาทบทวนกันดีกว่า
ห้ามจำหน่ายสุรา-บุหรี่ แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
ร่างกายที่กำลังเจริญเติบโต หากน้องๆ รีบเอาสารพิษไปสะสมจะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายให้เสื่อมโทรม แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองอย่างไม่ไปข้องเกี่ยวตลอดชีวิตจะดีที่สุด
อายุต่ำกว่า 15 ปี ห้ามขับจักรยานยนต์
ทั้งในเรื่องการตัดสินใจ วุฒิภาวะ และกายภาพ ไม่เหมาะทั้งสิ้นที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะขับขี่จักรยานยนต์
ต่ำกว่า 18 ปี ห้ามมีใบอนุญาตขับขี่
เหตุผลเดียวกับข้อข้างบน ยิ่งบ้านเรารถเยอะยิ่งต้องอาศัยการตัดสินใจอยู่ตลอด ความจริงก็สอดคล้องกับรายได้ของเด็กด้วย อายุไม่ถึง 18 ขับรถราคาเป็นแสนมันดูขัดกันจัง
ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าสถานบันเทิง
เป็นเรื่องการดูแลเยาวชนไม่ให้เสียการเรียน (ถ้าเที่ยวก็อดนอนเสียการเรียน) อีกอย่างคือเรื่องการดูแลตัวเองให้ปลอดภัย
หากไม่ได้ผ่านการเรียนรักษาดินแดน ทหารกองเกินเมื่อมีอายุย่างเข้า 21 ปี ในพุทธศักราชใด ต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาทหารของตนภายในพุทธศักราชนั้น โดยจะได้รับหมายเรียก สด. ๓๕ ทหารกองเกินซึ่งจะถูกเรียกมาตรวจคัดเลือก เพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการนั้น ต้องมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่ถึง 30 ปีบริบูรณ์
ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม
กฎใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกมาด้วยเหตุผลเพื่อคุ้มครองเด็ก ยังเป็นเรื่องใหม่ยังมีหลายฝ่ายถกเถียงกันอยู่ ถือว่าเจตนาดีที่เด็กบางคนรู้สึกว่าเข้มไปหรือไม่ ?
คัดมาเด่นๆ เกี่ยวกับกฎหมายเด็ก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องห่วงในความปลอดภัยของน้องๆ ทางที่ต้องทำ คือทำตามกฎหมาย อย่าทำผิดกฎหมายเลย อย่างน้อยให้คิดว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554
artistของโลก
ถ้าพูดถึงศิลปินแล้ว ดิฉันคิดว่าทุกท่านคงนึกถึงผลงานด้านการแสดง ผลงานงานเพลง หรือ ผลงาน
ทางด้านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น วอลท์ ดิสนีย์ นักสร้างภาพยนตร์การ์ตูนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะการ์ตูนที่
โด่งดังอย่างมิกกี้เมาส์ (Mickey Mouse) มาร์ค ทเวน นักเขียนผู้ทีชื่อเสียงมากที่สุดจากผลงานการเขียนนวนิยาย
เรื่อง การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์ (The Adventure of Tom Sawyer) โมสาร์ท นักดนตรีและนักแต่งเพลง
คลาสสิกผู้มีผลงานประพันธ์เพลง และเรียบเรียงดนตรีทั้งประเภทโอเปร่าและซิมโฟนี รวมไปถึง วิลเลียม เชคสเปียร์
นักขียนบทละครที่มีชื่อเสียงของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องในแนวโศกนาฏกรรม ละครชวนหัว และละครประวัติศาสตร์
และยังมีศิลปินอีกมากมายที่น่าสนใจ ซึ่งในวันนี้ทางเราได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อรวบรวมศิลปินที่เป็นถือว่าเป็นบุคคลสำคัญ
ของโลกมาให้ท่านทั้งหลายได้ชมและรับรู้ถึงประวัติที่น่าสนใจของศิลปินเหล่านี้
ทางด้านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น วอลท์ ดิสนีย์ นักสร้างภาพยนตร์การ์ตูนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะการ์ตูนที่
โด่งดังอย่างมิกกี้เมาส์ (Mickey Mouse) มาร์ค ทเวน นักเขียนผู้ทีชื่อเสียงมากที่สุดจากผลงานการเขียนนวนิยาย
เรื่อง การผจญภัยของ ทอม ซอว์เยอร์ (The Adventure of Tom Sawyer) โมสาร์ท นักดนตรีและนักแต่งเพลง
คลาสสิกผู้มีผลงานประพันธ์เพลง และเรียบเรียงดนตรีทั้งประเภทโอเปร่าและซิมโฟนี รวมไปถึง วิลเลียม เชคสเปียร์
นักขียนบทละครที่มีชื่อเสียงของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องในแนวโศกนาฏกรรม ละครชวนหัว และละครประวัติศาสตร์
และยังมีศิลปินอีกมากมายที่น่าสนใจ ซึ่งในวันนี้ทางเราได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อรวบรวมศิลปินที่เป็นถือว่าเป็นบุคคลสำคัญ
ของโลกมาให้ท่านทั้งหลายได้ชมและรับรู้ถึงประวัติที่น่าสนใจของศิลปินเหล่านี้
วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554
สำนวนที่เกิดจากอุบัติเหตุ
1.จี้เส้น
ความหมาย พูดหรือทำให้ผู้ดูผู้ฟังขบขันหัวเราะ เช่น ตลกจี้เส้น เป็นสำนวนใหม่พวกเดียวกันนี้ยังมี “เส้นตื้น” คือคนที่หัวเราะง่ายก็ว่าคนนั้นเส้นตื้น
2. ใจดีสู้เสือ
ความหมาย ทำใจให้เป็นปกติเผชิญกับสิ่งที่น่าหลัว
ตัวอย่าง
“เราก็หมายมาดว่าชาติเชื้อ ถึงปะเสือก็จะสู้ดูสักหน”
พระอภัยมณี
3. ดากแล้วมิหนำเป็นซ้ำเป็นสองดาก
ความหมาย มีเรื่องลำบากเกิดขึ้นหับตัว แล้วมีเรื่องลำบากเกิดขึ้นอีกซ้ำอีก ทำให้ลำบากมากขึ้น
ความเป็นมา มีนิยายเล่าว่า ยายแก่คนหนึ่ง เป็นโรคดาก วันหนึ่งออกไปส้วม ผีเด็กเห็นเข้าก็ฉวยเอาไปเล่น ยายแก่ดีใจที่หายจากโรคก็มาเล่าให้ยายแก่อีกคนหนึ่งฟัง แล้วก็ไปส้วมนั้น ผีเด็กก็นำดากมาคืนที่เก่า แต่กลับโดนยายคนที่2 ทำให้ยายคนที่2เป็นดากมากขึ้นกว่าเดิม
4. ดาบสองคม
ความหมาย สิ่งที่เราทำลงไปอาจให้ผลทั้งทางดี และทางร้ายได้
ความเป็นมา เปรียบเหมือนกับดาบ ซึ่งถ้ามีคมทั้งสองข้างก็ย่อมเป็นประโยชน์ใช้ฟันได้คล่องแคล่วดี แต่ในขณะที่ใช้คมข้างหนึ่งฟันลง คมอีกด้านหนึ่ง อาจโดนตัวเองเข้าได้ การทำอะไรที่อาจเกิดผลดีและร้ายได้เท่ากัน จึงเรียกว่า เป็นดาบสองคม
5. ดูตาม้าตาเรือ
ความหมาย พูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม
ความเป็นมา มาจากการเล่นหมากรุก ซึ่งมีตัวหมากเรียกว่า “ม้า” และ “เรือ” ม้าเดินตามเฉียงทะแยงซึ่งทำให้สังเกตยาก ส่วนเรือเดินตายาวไปได้สุดกระดานเวลาเดินหมากอาจจะเผลอ ไม่ทันสังเกตตาที่ม้าอีกฝ่ายหนึ่งเดิน หรือไม่ทันเห็นเรืออีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ไกล เดินหมากไปถูกตาที่ม้าหรือเรือฝ่ายตรงข้ามสกัดอยู่ ก็ต้องเสียตัวหมากของตนไปให้คุ่แข่ง การดูหมากต้อง “ดูตาม้าตาเรือ” ของฝ่ายตรงข้าม เลยนำสำนวนนี้มาพูดกันเมื่อเวลาจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม
6. ตกกระไดพลอยโจน
ความหมาย พลอยประสมทำไปในเรื่องที่ผู้อื่นเป็นต้นเหตุก็ได้ หรือเป็นเรื่องของตนเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่นก็ได้
ความเป็นมา เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องทำตามไป สำนวนนี้มีความหมายเป็นสองทาง ทางหนึ่งผู้หนึ่งผู้อื่นเป็นไปก่อนแล้วตัวเองพลอยตามเทียบตามคำในสำนวนก็คือว่า เห็นคนอื่นตกกระไดตนเองก็พลอยโจนตาม อีกทางหนึ่งไม่เกี่ยวกับคนอื่น ตนเองรู้สึกตนว่าถึงเวลาที่ตนเองจะต้องทำโดยที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ก็เลยประสมทำไปเสียเลย เทียบกับคำในสำนวนเทียบกับว่าตนเองตกกระไดแต่ยังมีสติอยู่ ก็รีบโจนไปให้มีท่าทางไม่ปล่อยให้ตกไปอย่างไม่มีท่า
ตัวอย่าง ในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนปลายงามเข้าหาศรีมาลา มีกลอนขุนแผนว่า
“งองามก็หลงงงงวย ไม่ช่วยไปข้างหน้าจะว้าวุ่น
ตกกระไดพลอยโผนโจนตามบุญ ทำเป็นหุนหันโกรธเข้าพลอยงาม”
7. ตกหลุม
ความหมาย ใช้พูดเมื่อ หกล้มคว่ำลงไปกับพื้น
ความเป็นมา สำนวนนี้มาจากการจับกบ ซึ่งรีบตะครุบไม่ทันให้กบกระโดดหนี พลาดท่าพลาดทางก็ล้มคว่ำลงไปกับพื้น ใครคว่ำหน้าลงไปจึงพูดว่า “ตะครุบกบ” บางครั้งก็พูดว่า “จับกบ”
8. บ่อนแตก
ความหมาย ใช้พูดเมื่อ มีคนทำการชุมนุมกันมากๆ หรือการมากินเลี้ยง เกิดเรื่องต้องทำให้หยุดชะงักเลิกไปกลางคัน
ความเป็นมา มาจากการติดบ่อนเล่นการพนัน ซึ่งมีคนมาเล่นกันมาก ขณะการเล่นก็ต้องมีการหยุดชะงักต้องเลิกไปกลางคัน เรียกว่า บ่อนแตก คำนี้เลยกลายมาเป็นสำนวน
9. ปราณีตีเอาเรือ
ความหมาย ช่วยด้วยความปราณี แต่กลับต้องถูกประทุษร้ายตอบ
ตัวอย่าง
“เอออะไรมาเป็นเช่นนี้ ช่วยว่าให้ดีก็มิเอา
มุทะลุดุดันกันเหลือ ปราณีตีเอาเรือเสียอีกเล่า”
สังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2
10.ปัดขาเก้าอี้
ความหมาย เจตนาหรือแกล้งทำให้ผู้ครองตำแหน่งหรือหน้าที่อันใด ต้องเสียหรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่นั้นไป เก้าอี้ หมายถึง เก้าอี้ที่สำหรับนั่งปฏิบัติงานประจำ ปัดเก้าอี้ คือไม่ได้นั่งปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้อีก แล้ว
ตัวอย่าง
ในหนังสือนิพพานวังหน้า มีพระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ 5 ตอนหนึ่งว่า
“เมื่อรวบรวมความลงก็ไม่ผิดกับชาววังน่าชั้นหลัง ๆ แลไม่ปองร้ายกันถึงจะหักกันลงข้างหนึ่ง เป็นแต่ประมูลอวดดีกันนินทากัน แตะตีนกัน ซึ่งนับว่าเป็นแบบอันไม่ไห้ความเจริญแก่แผ่นดิน”
11. ผงเข้าตาตัวเอง
ความหมาย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับตัวเอง หรือเกิดเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองแล้วตัวเองไม่สามารถแก้ไขได้
ความเป็นมา คนที่มีความรู้ความคิดดี มีสติ ปัญญาเฉลียวฉลาด ทำอะไรให้ใคร ๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ แต่พอมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไร เกิดขึ้นกับตัวเอง กลับหมดปัญญาที่จะแก้ไข
11. เผลอเรอกระเชอก้นรั่ว
ความหมาย เลินเล่อ ไม่เอาใจใส่ระวังดูแลให้รอบคอบ
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากนิทานโบราณ ใน นนทุกปกรณัม เรื่องมีว่ามีพรานไปซุ่มช้อนปลากับภรรยา ภรรยานั้นเป็นกาลกิณีกระเดียดกระเชอก้นรั่วตามสามี สามีช้อนได้ปลามาใส่กระเชอ ภรรยาก็ไม่พิจารณา ปลาก็ลอดลงน้ำไป สามีไม่รู่ช้อนได้หลงใส่กระเชอไปเรื่อย ๆ ปลาก็ลอดไปหมดไม่เหลือ ระหว่างนั้นมีภรรยานายสำเภา เป็นหญิงดีมีสิรินั่งอยู่ท้ายเรือ เห็นปลาลอดลงน้ำก็ยิ้ม นายสำเภาเป็นกาลกิณี เห็นนางดูนายพรานแล้วยิ้มเข้าใจว่านางพอใจ พรานก็โกรธ จะให้นางไปเป็นเมียพราน ในที่สุดนายสำเภากับนายพรานก็ตกลงแลกเมียกัน เมียนายพรานมาอยู่กับนายสำเภา ทำให้พรานเจริญขึ้นเป็นเสนาบดีของพระเจ้าแผ่นดิน แล้วต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาแผ่นดิน นั่นคือใครที่ทำอะไรเผลอเรอเลินเล่อทำอะไรไม่รอบคอบก็พูดกันว่า “เผลอเรอกระเชอก้นรั่ว”
12. แผ่สองสลึง
ความหมาย นอนหงายแผ่ สำนวนนี้มักใช้กับคนที่ลื่น หกล้มลงไปนอนหงายแผ่
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากเงินเหรียญที่ใช้แทงถั่วโปตามโรงบ่อน บ่อนถั่วมีไม้ขอยาวปลายเป็นห่วงกลมสำหรับคล้องเงินที่คนแทง เวลากินก็คล้องเงินลากมา หรือเอาไปจ่ายคนที่แทงถูกก็ได้ เหรียญสลึงกับเหรียญสองสลึงเป็นเหรียญแบบติดเสื่อใช้ไม้ขอคล้องเกี่ยวไม่ติด นายบ่อนจึงทุบเหรียญสลึงกับเหรียญสองสลึงให้พับงอ ที่แบบแผ่ติดตามรูปเดิมไม่ค่อยมี ดังนั้นเมื่อพบสลึงกับเหรียญสองสลึง ให้พับงอสำหรับให้ไม้ขอได้ง่าย สำนวน “แผ่สองสลึง” แล้วเอามาใช้เป็นสำนวนพูด เมื่อใครลื่นล้มลงไปนอนแผ่ ก็พูดกันว่าลงไป แผ่สองสลึง
13. แพแตก
ความหมาย ญาติพี่น้องหรือคนที่เคยอยู่ร่วมกันกระจัดกระจายกันไป เช่นพูดว่าสิ้นผู้ใหญ่เสียคนก็เป็นแพแตก
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากแพไม้ที่มัดรวมกันเป็นแพ เช่นแพไม้สัก แพไม้รวก ฯลฯ หวายหรือเครื่องที่รัดขาด ไม้นั้นก็กระจายเพ่นพ่านไป เรียกว่า แพแตก สำนวนนี้ใช้กับคนที่อยู่ร่วมกันมากๆ
“มึงจึงจ้วงจาบว่าหยาบคาย แสนร้ายเหี้ยมเกรี้ยมไม่เจียมตัว
พลัดพ่อพลัดแม่เป็นแพแตก กลับมาดันแดกเอาเจ้าผัว”
บทละครรามเกียรติ์ของกรมพระราชวังบวร ฯ
14. พูดจนโดนตอ
ความหมาย พูดเรื่องเกี่ยวกับผู้ใดผู้หนึ่งโดยไม่รู้ว่าผู้นั้นอยู่ในที่นั้นด้วย “ตอ” คือตอไม้ที่ตั้งโด่อยู่ในน้ำ หรือพื้นดินเรามักจะเอามาเปรียบกับคนที่ปรากฏอยู่เฉย ๆ เช่นพูดว่า นั่งเป็นหัวหลักหัวตอ
15. ม้าดีดกระโหลก
ความหมาย กิริยาท่าทางผลุบผลับกระโดกกระเดกลุกลน
ความเป็นมา คนที่มีกิริยาท่าทางผลุบผลับกระโดกกระเดกลุกลน มักใช้ว่าผู้หญิงที่ไม่เรียบร้อย จะลุกจะนั่งหรือเดินพรวดพราดเตะนั่นโดดนี่กระทบโน่นไปรอบข้างที่พูดว่า “ดีดกระโหลก” ฟังดูเป็น “ม้าดีดกระลา” แต่ความจริงเปรียบเหมือนกิริยาของม้า คือม้าที่พยศมักจะมีกิริยาที่เรียกว่า ดีด กับ โขก อยู่ด้วยกัน
ตัวอย่าง
“เหมือนม้าดีขี่ขับสำหรับรบ ทั้งดีดขบโขกกัดสะบัดย่าง”
กลอนพระอภัยมณี
16. เรือล่มเมื่อจอด
ความหมาย ทำหรือปฏิบัติอะไร ๆ ผ่านพ้นมาเรียบร้อย พอจะสำเร็จหรือพอเสร็จกลับเสียไม่สำเร็จไปได้
ความเป็นมา เปรียบเหมือนแจวพายเรือมาถึงที่หมาย พอจอด เรือก็ล่ม สำนวนนี้ใช้กับการพูดดีเรื่อยมา พอจะจบก็ลงไม่ได้ “เรือล่มเมื่อจอด” มักจะมีต่อว่า ตาบอดเมื่อแก่
“เรือ เทียบถึงท่าแล้ว และมา
ล่ม ละลายโภคา ชวดใช้
เมื่อหนุ่มเท่าชรา แสวงสิ่ง ใดเฮย
จอด จ่อจวนเจียนได้ สิ่งนั้นศูนย์เสีย”
โครงสุภาษิตเก่า
17. ล่มหัวจมท้าย
ความหมาย ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ยากมีดีจนด้วยกัน ฯลฯ
ความเป็นมา สำนวนนี้มาจากเรือ ผัวเมียลงเรือไปค้าขาย ช่วยกนทำมาหากิน การไปเรือมักจะพูดกันว่า ผัวถือท้ายเมียถือหัว หรือผัวแจวท้ายเมียพายหัว เป็นการช่วยกัน เมื่อเรือล่มก็จมไปด้วยกัน จึงพูดกันว่า จมหัวจมท้าย
18. เลือดเข้าตา
ความหมาย มุ ทะลุ ดื้อทำไม่คิดถึงผลได้ผลเสีย
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากการชกมวย หรือการต่อสู้ เมื่อถูกต่อยหรือถูกตี ถูกฟันแทงแถวหน้าผาก หรือคิ้วแตกเป็นแผล เลือดไหลเข้าตา ก็เกิดมานะมุทะลุเข้าสู้อย่างไม่คิดชีวิต เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องมุมานะโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
ตัวอย่าง เสียพนันมากก็ยิ่งเล่นใหญ่ จึงควรพูดว่า เลือดเข้าตา
19. วัดถนน
ความหมาย หกล้มราบลงไปกับพื้น
ความเป็นมา เมื่อหกล้มราบลงไปกับพื้น แล้วจะใช้พูดล้อคนที่ล้มว่าลงไปวัดถนนว่ากว้างยาวเท่าไหร่
20. วิ่งเป็นไก่ตาแตก
ความหมาย ซุกซน ดั้นด้นไปอย่างงมงาย
ความเป็นมา ซึ่งมาจากการเล่นชนชนไก่ ไก่ที่ถูกคู่ชนแท่งด้วยเดือยจนตาแตกไม่เห็นอะไร มักจะวิ่งหนีซุกซนไปทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นทาง
ตัวอย่าง ในพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ถึงเจ้าพระยาธรรมา ฯ แห่งหนึ่งว่า
“ไปด่วนหักโหมเอางาใหญ่ ๆ ดีๆ กลึงเสียถ้าต่อไปมันดีขึ้นจะต้องวิ่งหางาตาแตก”
21. สี่ตีนยังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
ความเป็นมา คำว่า สี่ตีน โบราณหมายถึงช้าง ในเรื่องนางนพมาศว่า “ถึงบุราณท่าว่าคชสารสี่ตีน ยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ล้ม ใครอย่าได้ประมาท คำอันนี้ก็เป็นจริง” เพราะว่าช้างเวลาก้าวเท้าจะก้าวหนักมั่นคงมากกว่าสัตว์อื่น ๆ
ตัวอย่าง
“สี่ตีน คือช้างใหญ่ เยี่ยมเขา
ยังพลาด พลิกแพลงเบา บาทเท้า
นักปราชญ์ อาจองเอา อรรถกล่าว ได้นา
ยังพลั้ง พลาดขาดค้าง อย่าอ้างอวดดี”
โครงสุภาษิตเก่า
22.หัวชนกำแพง
ความหมาย สู้ไม่ถอย สู้จนถึงที่สุด ฯลฯ ไปติดกับกำแพงไปไหนไม่ได้ ก็ยังสู้
ตัวอย่าง บทละครดึกดำบรรพ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศร์ ฯ
“น้อย ฤแนะ เป็นไรมีล่ะ คงได้ดูดีหรอก เล่นกะมันจนหัวชนกำแพงซีน่ะ”
23. หัวราน้ำ
ความหมาย เมาเต็มที่
ความเป็นมา สมัยก่อนไทยเรามีการคมนาคมทางน้ำเป็นสำคัญใช้เรือ เป็นพาหนะทั้งในธุรกิจติดต่อค้าขาย ตลอดจนการเล่นรื่นเริงต่าง ๆ ในการเล่น
ตัวอย่าง แข่งเรือ คนในเรือมักจะกินเหล้าเมามายกันเต็มที่แรงตัวไม่อยู่ หัวลงไปราอยู่กับพื้นน้ำ จึงเกิดเป็นสำนวนขึ้นมา
24. หัวหกข้นขวิด
ความหมาย ทำอะไรแผลง ๆ ทำอะไรโลดโผน ไม่ได้รักษากิริยามารยาท ทำตามใจชอบ
ตัวอย่าง
“เป็นการกินสำหรับเกียรติยศ จะหยิบฉวยอะไรแต่ละทีง้างมือไม่ค่อยถนัด สู้กินกันตามธรรมดาอย่างบ้านของตัวเองไม่ได้ หัวหกข้นขวิดก็ไม่ต้องเกรงใจใคร”
ละคอนไทยไปอเมริกา
25. โอษฐภัย
ความหมาย พูดไม่ดีจะเป็นภัยกับตัวเอง เป็นภัยที่เกิดจากปาก ส่วนใหญ่มุ่งไปถึงการพูดที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง การดูหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ การพูดเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล
ความหมาย พูดหรือทำให้ผู้ดูผู้ฟังขบขันหัวเราะ เช่น ตลกจี้เส้น เป็นสำนวนใหม่พวกเดียวกันนี้ยังมี “เส้นตื้น” คือคนที่หัวเราะง่ายก็ว่าคนนั้นเส้นตื้น
2. ใจดีสู้เสือ
ความหมาย ทำใจให้เป็นปกติเผชิญกับสิ่งที่น่าหลัว
ตัวอย่าง
“เราก็หมายมาดว่าชาติเชื้อ ถึงปะเสือก็จะสู้ดูสักหน”
พระอภัยมณี
3. ดากแล้วมิหนำเป็นซ้ำเป็นสองดาก
ความหมาย มีเรื่องลำบากเกิดขึ้นหับตัว แล้วมีเรื่องลำบากเกิดขึ้นอีกซ้ำอีก ทำให้ลำบากมากขึ้น
ความเป็นมา มีนิยายเล่าว่า ยายแก่คนหนึ่ง เป็นโรคดาก วันหนึ่งออกไปส้วม ผีเด็กเห็นเข้าก็ฉวยเอาไปเล่น ยายแก่ดีใจที่หายจากโรคก็มาเล่าให้ยายแก่อีกคนหนึ่งฟัง แล้วก็ไปส้วมนั้น ผีเด็กก็นำดากมาคืนที่เก่า แต่กลับโดนยายคนที่2 ทำให้ยายคนที่2เป็นดากมากขึ้นกว่าเดิม
4. ดาบสองคม
ความหมาย สิ่งที่เราทำลงไปอาจให้ผลทั้งทางดี และทางร้ายได้
ความเป็นมา เปรียบเหมือนกับดาบ ซึ่งถ้ามีคมทั้งสองข้างก็ย่อมเป็นประโยชน์ใช้ฟันได้คล่องแคล่วดี แต่ในขณะที่ใช้คมข้างหนึ่งฟันลง คมอีกด้านหนึ่ง อาจโดนตัวเองเข้าได้ การทำอะไรที่อาจเกิดผลดีและร้ายได้เท่ากัน จึงเรียกว่า เป็นดาบสองคม
5. ดูตาม้าตาเรือ
ความหมาย พูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม
ความเป็นมา มาจากการเล่นหมากรุก ซึ่งมีตัวหมากเรียกว่า “ม้า” และ “เรือ” ม้าเดินตามเฉียงทะแยงซึ่งทำให้สังเกตยาก ส่วนเรือเดินตายาวไปได้สุดกระดานเวลาเดินหมากอาจจะเผลอ ไม่ทันสังเกตตาที่ม้าอีกฝ่ายหนึ่งเดิน หรือไม่ทันเห็นเรืออีกฝ่ายหนึ่งที่อยู่ไกล เดินหมากไปถูกตาที่ม้าหรือเรือฝ่ายตรงข้ามสกัดอยู่ ก็ต้องเสียตัวหมากของตนไปให้คุ่แข่ง การดูหมากต้อง “ดูตาม้าตาเรือ” ของฝ่ายตรงข้าม เลยนำสำนวนนี้มาพูดกันเมื่อเวลาจะพูดหรือทำอะไรก็ตาม ให้ระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า ข้างหลังบ้าง ไม่ให้ซุ่มซ่าม
6. ตกกระไดพลอยโจน
ความหมาย พลอยประสมทำไปในเรื่องที่ผู้อื่นเป็นต้นเหตุก็ได้ หรือเป็นเรื่องของตนเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่นก็ได้
ความเป็นมา เมื่อเห็นว่าจำเป็นต้องทำตามไป สำนวนนี้มีความหมายเป็นสองทาง ทางหนึ่งผู้หนึ่งผู้อื่นเป็นไปก่อนแล้วตัวเองพลอยตามเทียบตามคำในสำนวนก็คือว่า เห็นคนอื่นตกกระไดตนเองก็พลอยโจนตาม อีกทางหนึ่งไม่เกี่ยวกับคนอื่น ตนเองรู้สึกตนว่าถึงเวลาที่ตนเองจะต้องทำโดยที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ก็เลยประสมทำไปเสียเลย เทียบกับคำในสำนวนเทียบกับว่าตนเองตกกระไดแต่ยังมีสติอยู่ ก็รีบโจนไปให้มีท่าทางไม่ปล่อยให้ตกไปอย่างไม่มีท่า
ตัวอย่าง ในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนปลายงามเข้าหาศรีมาลา มีกลอนขุนแผนว่า
“งองามก็หลงงงงวย ไม่ช่วยไปข้างหน้าจะว้าวุ่น
ตกกระไดพลอยโผนโจนตามบุญ ทำเป็นหุนหันโกรธเข้าพลอยงาม”
7. ตกหลุม
ความหมาย ใช้พูดเมื่อ หกล้มคว่ำลงไปกับพื้น
ความเป็นมา สำนวนนี้มาจากการจับกบ ซึ่งรีบตะครุบไม่ทันให้กบกระโดดหนี พลาดท่าพลาดทางก็ล้มคว่ำลงไปกับพื้น ใครคว่ำหน้าลงไปจึงพูดว่า “ตะครุบกบ” บางครั้งก็พูดว่า “จับกบ”
8. บ่อนแตก
ความหมาย ใช้พูดเมื่อ มีคนทำการชุมนุมกันมากๆ หรือการมากินเลี้ยง เกิดเรื่องต้องทำให้หยุดชะงักเลิกไปกลางคัน
ความเป็นมา มาจากการติดบ่อนเล่นการพนัน ซึ่งมีคนมาเล่นกันมาก ขณะการเล่นก็ต้องมีการหยุดชะงักต้องเลิกไปกลางคัน เรียกว่า บ่อนแตก คำนี้เลยกลายมาเป็นสำนวน
9. ปราณีตีเอาเรือ
ความหมาย ช่วยด้วยความปราณี แต่กลับต้องถูกประทุษร้ายตอบ
ตัวอย่าง
“เอออะไรมาเป็นเช่นนี้ ช่วยว่าให้ดีก็มิเอา
มุทะลุดุดันกันเหลือ ปราณีตีเอาเรือเสียอีกเล่า”
สังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2
10.ปัดขาเก้าอี้
ความหมาย เจตนาหรือแกล้งทำให้ผู้ครองตำแหน่งหรือหน้าที่อันใด ต้องเสียหรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่นั้นไป เก้าอี้ หมายถึง เก้าอี้ที่สำหรับนั่งปฏิบัติงานประจำ ปัดเก้าอี้ คือไม่ได้นั่งปฏิบัติงานในตำแหน่งนี้อีก แล้ว
ตัวอย่าง
ในหนังสือนิพพานวังหน้า มีพระราชวิจารณ์ของรัชกาลที่ 5 ตอนหนึ่งว่า
“เมื่อรวบรวมความลงก็ไม่ผิดกับชาววังน่าชั้นหลัง ๆ แลไม่ปองร้ายกันถึงจะหักกันลงข้างหนึ่ง เป็นแต่ประมูลอวดดีกันนินทากัน แตะตีนกัน ซึ่งนับว่าเป็นแบบอันไม่ไห้ความเจริญแก่แผ่นดิน”
11. ผงเข้าตาตัวเอง
ความหมาย เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับตัวเอง หรือเกิดเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองแล้วตัวเองไม่สามารถแก้ไขได้
ความเป็นมา คนที่มีความรู้ความคิดดี มีสติ ปัญญาเฉลียวฉลาด ทำอะไรให้ใคร ๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ แต่พอมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไร เกิดขึ้นกับตัวเอง กลับหมดปัญญาที่จะแก้ไข
11. เผลอเรอกระเชอก้นรั่ว
ความหมาย เลินเล่อ ไม่เอาใจใส่ระวังดูแลให้รอบคอบ
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากนิทานโบราณ ใน นนทุกปกรณัม เรื่องมีว่ามีพรานไปซุ่มช้อนปลากับภรรยา ภรรยานั้นเป็นกาลกิณีกระเดียดกระเชอก้นรั่วตามสามี สามีช้อนได้ปลามาใส่กระเชอ ภรรยาก็ไม่พิจารณา ปลาก็ลอดลงน้ำไป สามีไม่รู่ช้อนได้หลงใส่กระเชอไปเรื่อย ๆ ปลาก็ลอดไปหมดไม่เหลือ ระหว่างนั้นมีภรรยานายสำเภา เป็นหญิงดีมีสิรินั่งอยู่ท้ายเรือ เห็นปลาลอดลงน้ำก็ยิ้ม นายสำเภาเป็นกาลกิณี เห็นนางดูนายพรานแล้วยิ้มเข้าใจว่านางพอใจ พรานก็โกรธ จะให้นางไปเป็นเมียพราน ในที่สุดนายสำเภากับนายพรานก็ตกลงแลกเมียกัน เมียนายพรานมาอยู่กับนายสำเภา ทำให้พรานเจริญขึ้นเป็นเสนาบดีของพระเจ้าแผ่นดิน แล้วต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาแผ่นดิน นั่นคือใครที่ทำอะไรเผลอเรอเลินเล่อทำอะไรไม่รอบคอบก็พูดกันว่า “เผลอเรอกระเชอก้นรั่ว”
12. แผ่สองสลึง
ความหมาย นอนหงายแผ่ สำนวนนี้มักใช้กับคนที่ลื่น หกล้มลงไปนอนหงายแผ่
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากเงินเหรียญที่ใช้แทงถั่วโปตามโรงบ่อน บ่อนถั่วมีไม้ขอยาวปลายเป็นห่วงกลมสำหรับคล้องเงินที่คนแทง เวลากินก็คล้องเงินลากมา หรือเอาไปจ่ายคนที่แทงถูกก็ได้ เหรียญสลึงกับเหรียญสองสลึงเป็นเหรียญแบบติดเสื่อใช้ไม้ขอคล้องเกี่ยวไม่ติด นายบ่อนจึงทุบเหรียญสลึงกับเหรียญสองสลึงให้พับงอ ที่แบบแผ่ติดตามรูปเดิมไม่ค่อยมี ดังนั้นเมื่อพบสลึงกับเหรียญสองสลึง ให้พับงอสำหรับให้ไม้ขอได้ง่าย สำนวน “แผ่สองสลึง” แล้วเอามาใช้เป็นสำนวนพูด เมื่อใครลื่นล้มลงไปนอนแผ่ ก็พูดกันว่าลงไป แผ่สองสลึง
13. แพแตก
ความหมาย ญาติพี่น้องหรือคนที่เคยอยู่ร่วมกันกระจัดกระจายกันไป เช่นพูดว่าสิ้นผู้ใหญ่เสียคนก็เป็นแพแตก
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากแพไม้ที่มัดรวมกันเป็นแพ เช่นแพไม้สัก แพไม้รวก ฯลฯ หวายหรือเครื่องที่รัดขาด ไม้นั้นก็กระจายเพ่นพ่านไป เรียกว่า แพแตก สำนวนนี้ใช้กับคนที่อยู่ร่วมกันมากๆ
“มึงจึงจ้วงจาบว่าหยาบคาย แสนร้ายเหี้ยมเกรี้ยมไม่เจียมตัว
พลัดพ่อพลัดแม่เป็นแพแตก กลับมาดันแดกเอาเจ้าผัว”
บทละครรามเกียรติ์ของกรมพระราชวังบวร ฯ
14. พูดจนโดนตอ
ความหมาย พูดเรื่องเกี่ยวกับผู้ใดผู้หนึ่งโดยไม่รู้ว่าผู้นั้นอยู่ในที่นั้นด้วย “ตอ” คือตอไม้ที่ตั้งโด่อยู่ในน้ำ หรือพื้นดินเรามักจะเอามาเปรียบกับคนที่ปรากฏอยู่เฉย ๆ เช่นพูดว่า นั่งเป็นหัวหลักหัวตอ
15. ม้าดีดกระโหลก
ความหมาย กิริยาท่าทางผลุบผลับกระโดกกระเดกลุกลน
ความเป็นมา คนที่มีกิริยาท่าทางผลุบผลับกระโดกกระเดกลุกลน มักใช้ว่าผู้หญิงที่ไม่เรียบร้อย จะลุกจะนั่งหรือเดินพรวดพราดเตะนั่นโดดนี่กระทบโน่นไปรอบข้างที่พูดว่า “ดีดกระโหลก” ฟังดูเป็น “ม้าดีดกระลา” แต่ความจริงเปรียบเหมือนกิริยาของม้า คือม้าที่พยศมักจะมีกิริยาที่เรียกว่า ดีด กับ โขก อยู่ด้วยกัน
ตัวอย่าง
“เหมือนม้าดีขี่ขับสำหรับรบ ทั้งดีดขบโขกกัดสะบัดย่าง”
กลอนพระอภัยมณี
16. เรือล่มเมื่อจอด
ความหมาย ทำหรือปฏิบัติอะไร ๆ ผ่านพ้นมาเรียบร้อย พอจะสำเร็จหรือพอเสร็จกลับเสียไม่สำเร็จไปได้
ความเป็นมา เปรียบเหมือนแจวพายเรือมาถึงที่หมาย พอจอด เรือก็ล่ม สำนวนนี้ใช้กับการพูดดีเรื่อยมา พอจะจบก็ลงไม่ได้ “เรือล่มเมื่อจอด” มักจะมีต่อว่า ตาบอดเมื่อแก่
“เรือ เทียบถึงท่าแล้ว และมา
ล่ม ละลายโภคา ชวดใช้
เมื่อหนุ่มเท่าชรา แสวงสิ่ง ใดเฮย
จอด จ่อจวนเจียนได้ สิ่งนั้นศูนย์เสีย”
โครงสุภาษิตเก่า
17. ล่มหัวจมท้าย
ความหมาย ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ยากมีดีจนด้วยกัน ฯลฯ
ความเป็นมา สำนวนนี้มาจากเรือ ผัวเมียลงเรือไปค้าขาย ช่วยกนทำมาหากิน การไปเรือมักจะพูดกันว่า ผัวถือท้ายเมียถือหัว หรือผัวแจวท้ายเมียพายหัว เป็นการช่วยกัน เมื่อเรือล่มก็จมไปด้วยกัน จึงพูดกันว่า จมหัวจมท้าย
18. เลือดเข้าตา
ความหมาย มุ ทะลุ ดื้อทำไม่คิดถึงผลได้ผลเสีย
ความเป็นมา มูลของสำนวนมาจากการชกมวย หรือการต่อสู้ เมื่อถูกต่อยหรือถูกตี ถูกฟันแทงแถวหน้าผาก หรือคิ้วแตกเป็นแผล เลือดไหลเข้าตา ก็เกิดมานะมุทะลุเข้าสู้อย่างไม่คิดชีวิต เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องมุมานะโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
ตัวอย่าง เสียพนันมากก็ยิ่งเล่นใหญ่ จึงควรพูดว่า เลือดเข้าตา
19. วัดถนน
ความหมาย หกล้มราบลงไปกับพื้น
ความเป็นมา เมื่อหกล้มราบลงไปกับพื้น แล้วจะใช้พูดล้อคนที่ล้มว่าลงไปวัดถนนว่ากว้างยาวเท่าไหร่
20. วิ่งเป็นไก่ตาแตก
ความหมาย ซุกซน ดั้นด้นไปอย่างงมงาย
ความเป็นมา ซึ่งมาจากการเล่นชนชนไก่ ไก่ที่ถูกคู่ชนแท่งด้วยเดือยจนตาแตกไม่เห็นอะไร มักจะวิ่งหนีซุกซนไปทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นทาง
ตัวอย่าง ในพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ถึงเจ้าพระยาธรรมา ฯ แห่งหนึ่งว่า
“ไปด่วนหักโหมเอางาใหญ่ ๆ ดีๆ กลึงเสียถ้าต่อไปมันดีขึ้นจะต้องวิ่งหางาตาแตก”
21. สี่ตีนยังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
ความเป็นมา คำว่า สี่ตีน โบราณหมายถึงช้าง ในเรื่องนางนพมาศว่า “ถึงบุราณท่าว่าคชสารสี่ตีน ยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ล้ม ใครอย่าได้ประมาท คำอันนี้ก็เป็นจริง” เพราะว่าช้างเวลาก้าวเท้าจะก้าวหนักมั่นคงมากกว่าสัตว์อื่น ๆ
ตัวอย่าง
“สี่ตีน คือช้างใหญ่ เยี่ยมเขา
ยังพลาด พลิกแพลงเบา บาทเท้า
นักปราชญ์ อาจองเอา อรรถกล่าว ได้นา
ยังพลั้ง พลาดขาดค้าง อย่าอ้างอวดดี”
โครงสุภาษิตเก่า
22.หัวชนกำแพง
ความหมาย สู้ไม่ถอย สู้จนถึงที่สุด ฯลฯ ไปติดกับกำแพงไปไหนไม่ได้ ก็ยังสู้
ตัวอย่าง บทละครดึกดำบรรพ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศร์ ฯ
“น้อย ฤแนะ เป็นไรมีล่ะ คงได้ดูดีหรอก เล่นกะมันจนหัวชนกำแพงซีน่ะ”
23. หัวราน้ำ
ความหมาย เมาเต็มที่
ความเป็นมา สมัยก่อนไทยเรามีการคมนาคมทางน้ำเป็นสำคัญใช้เรือ เป็นพาหนะทั้งในธุรกิจติดต่อค้าขาย ตลอดจนการเล่นรื่นเริงต่าง ๆ ในการเล่น
ตัวอย่าง แข่งเรือ คนในเรือมักจะกินเหล้าเมามายกันเต็มที่แรงตัวไม่อยู่ หัวลงไปราอยู่กับพื้นน้ำ จึงเกิดเป็นสำนวนขึ้นมา
24. หัวหกข้นขวิด
ความหมาย ทำอะไรแผลง ๆ ทำอะไรโลดโผน ไม่ได้รักษากิริยามารยาท ทำตามใจชอบ
ตัวอย่าง
“เป็นการกินสำหรับเกียรติยศ จะหยิบฉวยอะไรแต่ละทีง้างมือไม่ค่อยถนัด สู้กินกันตามธรรมดาอย่างบ้านของตัวเองไม่ได้ หัวหกข้นขวิดก็ไม่ต้องเกรงใจใคร”
ละคอนไทยไปอเมริกา
25. โอษฐภัย
ความหมาย พูดไม่ดีจะเป็นภัยกับตัวเอง เป็นภัยที่เกิดจากปาก ส่วนใหญ่มุ่งไปถึงการพูดที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง การดูหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ การพูดเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล
วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553
มุฮัมมัด
นบีมุฮัมมัด ฟัง (ข้อมูล) (อาหรับ: محمد มีความหมายว่า ผู้ได้รับการสรรเสริญ) มีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกหลายชื่อ เช่น มุสตอฟา, ฏอฮา, ยาซีน และ อะฮฺมัด
มุฮัมมัด (ศ) เป็นนบี (ศาสดา) ของศาสนาอิสลาม ในทัศนคติของอิสลาม มุฮัมมัด (ศ) เป็นศาสดาองค์สุดท้าย ที่ อัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานแต่งตั้ง
ประวัติ
เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด (ศ) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก
ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับรอหะหฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะหฺ เพื่อทำลายกะอฺบะหฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอหฺได้ทรงพิทักษ์มักกะหฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุเหมือนใบไม้ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอหะหฺจึงต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด
ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิ์ เปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปีนั้นต้องดับลงไปด้วย
บิดาของมุฮัมมัดคือ อับดุลลอหฺ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำ ซัมซัม ริมกะอฺบะหฺ อับดุลลอหฺได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด(ศ)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะหฺ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ ฺผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อน
เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านต้องไปอาศัยกับแม่นมรับจ้างชื่อว่า ฮะลีมะหฺ แห่งเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง
มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน
มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะหฺไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น
ในวัยหนุ่ม มุฮัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า "อัลอะมีน" หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่างๆ แต่มุฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮาม) อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน
เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของ คอดีญะหฺ เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก
เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกับนาง คอดีญะหฺผู้มีอายุแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น (ภายหลังการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะหฺ ท่านหญิงคอดีญะหฺเสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยังเมืองยัษริบ 3 ปี
เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล
เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะหฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา อัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบะนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่า มุฮัมมัด เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม
ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลลอหฺเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้ก่อตั้งกะอฺบะหฺ แต่ในขณะเดียวกลับบูชาเทวรูปและผีสางอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่า ชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และในยัษริบก็มีชาวยิวหลายตระกูลอาศัยอยู่อีกด้วย
มุฮัมมัดได้เป็นศาสนทูต
เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับ วะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตสวรรค์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดา มูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน
ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม
ในปีที่ 5 หลังสาส์นอิสลาม สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะหฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี(เนเกช)แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสต์ศาสนาก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจาก นางคอดีญะหฺ ผู้เป็นภรรยาและ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะ ได้สิ้นชีวิต
ปีเดียวกันศาสนทูตท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะหฺ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ
ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยขี่บุรอกจากมัสญิด อัลฮะรอมในมักกะหฺ สู่ มัสญิดอัลอักศอ ในปาเลสไตน์ (อิสรออ์) ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ในคืนนั้นอัลลอหฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม
ปีที่ 11 ชาวมะดีนะหฺ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาในปีที่ 12 ชาวมะดีนะหฺ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะหฺครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอหฺเพียงองค์เดียว และในปีที่ 13 มีชาวมะดีนะหฺ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะหฺ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะหฺ
อพยพจากมักกะหฺสู่มะดีนะหฺ
ท่านศาสดาอพยพจากมักกะหฺโดยมีอะบูบักรฺร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะหฺในวันศุกร์
ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะหฺ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันศอร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม
มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด
มุฮัมมัด (ศ) เป็นนบี (ศาสดา) ของศาสนาอิสลาม ในทัศนคติของอิสลาม มุฮัมมัด (ศ) เป็นศาสดาองค์สุดท้าย ที่ อัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานแต่งตั้ง
ประวัติ
เกิดที่มหานครมักกะหฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในปีช้าง ตรงกับ ค.ศ. 570 ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด (ศ) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก
ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับรอหะหฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะหฺ เพื่อทำลายกะอฺบะหฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอหฺได้ทรงพิทักษ์มักกะหฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุเหมือนใบไม้ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับรอหะหฺจึงต้องถอยทัพกลับไป และเสียชีวิตในที่สุด
ในปีเดียวกัน มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในเปอร์เซีย เป็นเหตุให้ราชวังอะนูชิรวานของจักรพรรดิ์ เปอร์เซียสั่นสะเทือนจนถึงรากเหง้าและพังทลายลง ยังผลให้ไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารบูชาไฟของพวกโซโรอัสเตอร์ที่ลุกอยู่เป็นพันปีนั้นต้องดับลงไปด้วย
บิดาของมุฮัมมัดคือ อับดุลลอหฺ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำ ซัมซัม ริมกะอฺบะหฺ อับดุลลอหฺได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด(ศ)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะหฺ สตรีแห่งเผ่าซุหฺเราะหฺ ฺผู้เป็นมารดา อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อน
เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านต้องไปอาศัยกับแม่นมรับจ้างชื่อว่า ฮะลีมะหฺ แห่งเผ่าซะอัด ซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานคร ทั้งนี้เพราะประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง
มุฮัมมัดสูญเสียมารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ จึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่สิ้นชีวิต มุฮัมมัดจึงอยู่ในความดูแลของ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชเช่นกัน
มุฮัมมัดไม่รู้หนังสือเหมือนกับชาวอาหรับทั่วไป ท่านอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็นตลอดชีวิต นักประวัติศาสตร์รายงานว่าในสมัยนั้นมีคนที่อ่านออกเขียนได้ในมักกะหฺไม่กี่คนเท่านั้น ชาวอาหรับในสมัยนั้นถูกขนานนามว่า อุมมียูน คือชนผู้อ่านเขียนไม่เป็น
ในวัยหนุ่ม มุฮัมมัดได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ไว้วางใจได้ มีใจเมตตาการุณและจริงใจ จนผู้คนในสมัยนั้นให้สมญานามท่านว่า "อัลอะมีน" หรือผู้ซื่อสัตย์ แม้ผู้คนในสมัยนั้นเคารพบูชาเจว็ดและเทวรูปต่างๆ แต่มุฮัมมัดไม่เคยเข้าร่วมพิธีการบูชารูปปั้นทั้งหลายเลย เพราะครอบครัวของมุฮัมมัดนับถือศาสนาแห่งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮาม) อันเป็นบรรพบุรุษของท่าน
เมื่อมูฮัมมัดมีอายุได้ 20 ปี กิตติศัพท์แห่งคุณธรรม และความสามารถในการค้าขายก็เข้าถึงหูของ คอดีญะหฺ เศรษฐีนีหม้ายผู้มีเกียรติจากตระกูลอะซัดแห่งเผ่ากุเรช นางจึงเชิญให้ท่านเป็นผู้จัดการในการค้าของนาง โดยให้ท่านนำสินค้าไปขายยังประเทศซีเรียในฐานะหัวหน้ากองคาราวาน ปรากฏผลว่าการค้าดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และได้กำไรเกินความคาดหมาย จึงทำให้นางพอใจในความสามารถ และความซื่อสัตย์ของท่านเป็นอย่างมาก
เมื่ออายุ 25 ปี ท่านแต่งงานกับนาง คอดีญะหฺผู้มีอายุแก่กว่าถึง 15 ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมูฮัมมัด ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสในบ้านให้เป็นอิสระ ซึ่งน้อยนักจะมีผู้ทำเช่นนั้น (ภายหลังการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม) ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา 25 ปีมีบุตรีด้วยกัน 4 คน หนึ่งในจำนวนนั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะหฺ ท่านหญิงคอดีญะหฺเสียชีวิตปี ค.ศ. 619 ก่อนมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยังเมืองยัษริบ 3 ปี
เมื่ออายุ 30 ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล
เมื่ออายุ 35 ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะหฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา อัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบะนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร ปรากฏว่า มุฮัมมัด เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลต่าง ๆ จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม
ชาวอาหรับในอาราเบียสมัยนั้นเชื่อว่า อัลลอหฺเป็นพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลจักรวาลตามคำสอนดั้งเดิมของบรรพบุรุษอาหรับคือ อิสมาอีล และ อิบรอฮีม ผู้ก่อตั้งกะอฺบะหฺ แต่ในขณะเดียวกลับบูชาเทวรูปและผีสางอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกเรียกว่า ชาวมุชริก นอกจากนี้ยังมีอาหรับส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์ และในยัษริบก็มีชาวยิวหลายตระกูลอาศัยอยู่อีกด้วย
มุฮัมมัดได้เป็นศาสนทูต
เมื่ออายุ 40 ปี ท่านได้รับ วะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ใน ถ้ำฮิรออ์ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะหฺ โดยทูตสวรรค์ญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอหฺ ตามที่ศาสดา มูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา 23 ปี พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน
ในตอนแรกท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะหฺเองได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกคว่ำบาตรไม่สามารถทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร อะบูสุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อะบูญะฮัล คือสองในจำนวนหัวหน้าชาวมุชริกที่ได้พยายามทำลายล้างศาสนาอิสลาม
ในปีที่ 5 หลังสาส์นอิสลาม สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะหฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี(เนเกช)แห่งอบิสสิเนียที่นับถือคริสต์ศาสนาก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ถือว่าเป็นปีแห่งความโศกเศร้า เนื่องจาก นางคอดีญะหฺ ผู้เป็นภรรยาและ อะบูฏอลิบ ผู้เป็นลุงที่ได้ให้การอุปการะ ได้สิ้นชีวิต
ปีเดียวกันศาสนทูตท่านศาสดาเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาที่เมืองฎออิฟ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมักกะหฺ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ
ในวันจันทร์ที่ 27 เดือนรอญับ ปีที่ 10 หลังสาส์นอิสลาม ศาสดามุฮัมมัดเดินทางในเวลากลางคืน โดยขี่บุรอกจากมัสญิด อัลฮะรอมในมักกะหฺ สู่ มัสญิดอัลอักศอ ในปาเลสไตน์ (อิสรออ์) ขึ้นสู่ฟากฟ้า (มิอฺรอจญ์) ในคืนนั้นอัลลอหฺทรงกำหนดการละหมาดฟัรดู 5 เวลาแก่ประชาชาติอิสลาม
ปีที่ 11 ชาวมะดีนะหฺ 6 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อขอรับอิสลาม ต่อมาในปีที่ 12 ชาวมะดีนะหฺ 12 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญาอัลอะกอบะหฺครั้งที่ 1 โดยให้สัตยาบันว่าจะเคารพภักดีอัลลอหฺเพียงองค์เดียว และในปีที่ 13 มีชาวมะดีนะหฺ 75 คน เข้าพบท่านศาสดาเพื่อทำสัญญา อัลอะกอบะหฺ ครั้งที่ 2 โดยให้สัตยาบันว่าพวกเขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือท่าน ศาสดาพร้อมทั้งบรรดาศอฮาบะหฺที่อพยพไปอยู่ที่มะดีนะหฺ
อพยพจากมักกะหฺสู่มะดีนะหฺ
ท่านศาสดาอพยพจากมักกะหฺโดยมีอะบูบักรฺร่วมเดินทางไกลด้วย ระหว่างทางท่านได้สร้างมัสญิดกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสญิดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น ท่านศาสดาเข้าเมืองมะดีนะหฺในวันศุกร์
ท่านได้ทำการละหมาดวันศุกร์ร่วมกับพี่น้องมุสลิมที่นั่น ซึ่งถือว่าเป็นการละหมาดวันศุกร์ครั้งแรกของอิสลาม เมื่อถึงเมืองมะดีนะหฺ ท่านศาสดาได้สร้างความรัก ความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาระหว่างชาวมุฮาญิรีน ผู้อพยพ กับชาวอันศอร ผู้ช่วยเหลือการอพยพของท่านศาสดามีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อิสลาม
มุสลิมจึงถือเอาการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัดเป็นจุดเริ่มของศักราชอิสลาม ซึ่งเรียกว่า ฮิจญเราะหฺศักราช (ฮ.ศ.) ปีแห่งการอพยพของท่านศาสดามุฮัมมัด
วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553
5 ของขวัญจากเมืองไทย ทีเด็กนอก(บ่น)อยากได้สุดๆ
อาหารไทย
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงข้าวกล่องแช่แข็งอะไรแบบนั้นนะคะ แต่ส่วนมากที่อยากได้กันมากๆ เห็นจะเป็นพวกน้ำพริก ผงเครื่องปรุงต่างๆ เช่น ผงเครื่องต้มยำ ผงแกงส้ม ผงแกงเขียวหวาน ผงพะโล้ เพราะในบางประเทศก็หาซื้อยากค่ะ และอีกอย่างที่บ่นว่าอยากได้กันเยอะมากๆ ช่วยส่งไปให้หน่อยเถอะก็คือ "หมูแผ่น" ค่ะ เพราะจะเอามากินเปล่าๆ เป็นของกินเล่น หรือจะกินกับข้าว ก็สามารถรอดตายไปได้อีกหนึ่งมื้อ 5555 ส่วนพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนี่ย ส่วนมากบอกว่าหาซื้อได้ไม่ยาก หรือถ้าหาซื้อของไทยไม่ได้ ก็กินพวกราเมงญี่ปุ่นเกาหลีอะไรพวกนี้แทนก็ถือว่าโอเคค่ะ
คู่มือทำอาหารไทย
โอ๊ย อันนี้ฮามากค่ะ บางคนนี่ตอนอยู่ไทยทำอาหารอะไรไม่เป็นซักอย่าง เวลาเข้าครัวที เละไปทั้งครัว ! ดังนั้น ไหนๆ ก็ส่งผงเครื่องปรุงมาแล้ว อย่าลืมส่งคู่มือทำอาหารมาให้ด้วยละกันนะ 5555 เพราะบางทีเวลาเข้าครัวก็ขี้เกียจเปิดเน็ตเซิร์ชสูตรอาหาร อยากได้เป็นคู่มือทำอาหารดีๆ ซักเล่มมากกว่า ใช้ได้ตลอดปีตลอดชาติ อิอิ ไม่งั้นล่ะก็ ต่อให้มีเครื่องปรุงครบทุกอย่าง แต่ทำไม่เป็น ก็จบกันล่ะสิทีนี้ !
ซองใส่พาสปอร์ต
อันนี้น้องผู้หญิงเค้ารีเควสท์มาค่ะ เพราะผู้หญิงก็มักจะคู่กับของจุกจิกน่ารักๆ อยู่แล้ว น้องๆ หลายคนเค้าเลยอยากได้ของขวัญปีใหม่เป็นซองใส่พาสปอร์ตลายน่ารักๆ ค่ะ ถึงแม้จะไม่ได้พกพาสปอร์ตติดตัวไว้ตลอดเวลา แต่นานๆ ทีเวลาหยิบพาสปอร์ตขึ้นมาดูแล้วเห็นซองน่ารักๆ อุ๊ย น่ารักจัง ก็ทำให้เจริญหูเจริญตาได้เหมือนกันนะ 5555 เข้าท่าดีเหมือนกันนะคะ พี่เป้ เองก็ชอบเหมือนกัน เห็นแล้วมันมีความสุขจริงๆ อะ อันที่จริงเมืองนอกก็มีขายนะคะ แต่บางทีก็ไม่น่ารักเท่าที่ไทยอ่ะค่ะ
ปฏิทิน
แน่นอนเลยค่ะ ขึ้นปีใหม่ทั้งที ปฏิทินเป็นของสำคัญมากๆ แต่ถ้าไปอยู่เมืองนอก ก็มีแต่ปฏิทินของประเทศนั้นๆ เลยอยากได้เป็นของไทยมากกว่า ส่วนลายบนปฏิทินนั้น น้องๆ ชาวเรียนต่อนอกเค้าฝากบอกมาว่า เป็นลายอะไรก็ได้ แต่จริงๆ อยากได้เป็นพวกทะเลภูเขาทีเป็นวิวของเมืองไทย เวลาเห็นแล้วจะได้นึกถึงบ้าน ^___^
รูปเพื่อนๆ ในกลุ่ม
หลายคนฝากบอกมาอีกว่า ปีใหม่ทั้งที อยากให้เพื่อนๆ ในกลุ่มในแก๊งเขียนจดหมายไปหาบ้างอะไรบ้าง เพราะถึงจะแชทกันบ่อย แต่มันก็เป็นแค่ตัวอักษรที่จับต้องไม่ได้ เลยอยากได้จดหมายหรืออะไรที่เป็นรูปเป็นร่างแบบสัมผัสได้ เวลาคิดถึงทีไรจะได้หยิบมาดู แล้วอย่าลืมแนบรูปกลุ่มที่ถ่ายด้วยกันล่าสุดเอาใส่กรอบสวยๆ จะได้เอาไปตั้งไว้บนหัวนอน ทุกๆ เช้าที่ตื่นนอนและทุกๆ คืนก่อนนอน จะได้เห็นหน้าเพื่อนตลอดเวลา
อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/content/studyabroad/23181/5-ของขวัญจากเมืองไทย-ปีใหม่.php#ixzz19JjxnhOK
วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ช็อค ! 10 เรื่องร้ายก่อนการมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควร
พบ กับเรื่องร้ายๆ 10 ข้อที่เกิดจากเซ็กส์ก่อนวัยอันควร เพื่อเป็นแนวทางคิดก่อนที่จะเผลอทำอะไรลงไปด้วยตัณหาราคะ โดยเฉพาะหญิงสาว แม้โลกจะยอมรับให้สิทธิเท่าเทียมชาย แต่ท่านมักจะเสียเปรียบเสมอ
1. ท้อง และ แท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาป ยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัย ก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อม หรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%
2. ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้
3. ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหา น้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม
4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน
5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้ หัวเราะชัวร์
6. เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟนเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว
7. ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น
8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด
9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ
*10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่อง ราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม
1. ท้อง และ แท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาป ยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัย ก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อม หรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%
2. ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้
3. ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหา น้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม
4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน
5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนินทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหานักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้ หัวเราะชัวร์
6. เกิดการหมิ่นเกียรติกันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟนเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว
7. ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น
8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด
9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ
*10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่อง ราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม
วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553
10 เคล็ดลับดีๆ กับวิธีเลือก กางเกงยีนส์
ทำไมผู้หญิงทั่วโลกหลงรัก กางเกงยีนส์ ก็เพราะ กางเกงยีนส์ ช่วยให้ดูเพรียวและเซ็กซี่น่ะสิ แต่การเลือกกางเกงยีนส์ ให้เหมาะกับรูปร่างนั้นยากกว่าเลือกบิกินี่ซะอีก นี่คือคู่มือที่จะช่วยให้คุณค้นพบ กางเกงยีนส์ ในฝัน
1. เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพัก เนื้อผ้าจะขยายออก 10%
2. ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง
3. เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม
4. อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่
5. นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป
6. รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ
7. ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
8. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง
9. อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
10. ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)
Label Lingo 5 ศัพท์ ควรรู้ของกางเกงยีนส์
1. Rise ความยาวระหว่างเป้ากางเกงถึงขอบเอว เพื่อดูว่า เอวสูงหรือเอวต่ำ
2. Whiskering ลายทางริ้วบนกางเกงยีนส์เพื่ออำพรางจุดด้อยบริเวณสะโพก
3. Inseam รอยตะเข็บด้านข้าง ตั้งแต่เป้าจนถึงปลายขากางเกง
4. Wash สีสันและวิธีการฟอกกางเกงยีนส์
5. Boot-cut ทรงกางเกงที่เข้ารูป บริเวณสะโพกแล้วค่อยๆ บานออกใต้หัวเข่า
1. เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพัก เนื้อผ้าจะขยายออก 10%
2. ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง
3. เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม
4. อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่
5. นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป
6. รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ
7. ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
8. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง
9. อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
10. ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)
Label Lingo 5 ศัพท์ ควรรู้ของกางเกงยีนส์
1. Rise ความยาวระหว่างเป้ากางเกงถึงขอบเอว เพื่อดูว่า เอวสูงหรือเอวต่ำ
2. Whiskering ลายทางริ้วบนกางเกงยีนส์เพื่ออำพรางจุดด้อยบริเวณสะโพก
3. Inseam รอยตะเข็บด้านข้าง ตั้งแต่เป้าจนถึงปลายขากางเกง
4. Wash สีสันและวิธีการฟอกกางเกงยีนส์
5. Boot-cut ทรงกางเกงที่เข้ารูป บริเวณสะโพกแล้วค่อยๆ บานออกใต้หัวเข่า
วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553
น้ำมันทานตะวัน อาจเพิ่มเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์
พวกเราคงจะมีประสบการณ์เห็นคนสูงอายุ... อายุยืนแบบป้ำๆ เป๋อๆ หรือนักการเมืองที่พูดจา 5 ชั่วโมงจับสาระไม่ได้สักคำมาแล้วไม่มากก็น้อย
วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับอาหารที่เพิ่ม และลดความเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มาฝากค้ะ
...
ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ปาสคาล บาร์เบอร์เกอร์-กาโต แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันวิจัยการแพทย์ เมืองบอโดซ์ ฝรั่งเศสทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพดี 8,000 คน อายุ 65 ปีขึ้นไป
ผลการศึกษาพบว่า อาหารที่มีไขมันชนิดโอเมกา-3 สูง เช่น ปลาทะเล น้ำมันคาโนลา ฯลฯ ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้
...
เมื่อทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปพบข่าวดีคือ
การกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 40%
การกินผักผลไม้วันละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 30%
...
ทีนี้ข่าวดีย่อมมาคู่กับข่าวร้าย... ข่าวร้ายคือ การกินน้ำมันพืชที่มีสารโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ เพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมเป็น 2 เท่า
น้ำมันที่คนไทยใช้ประมาณ 70% เป็นน้ำมันปาล์ม ที่เหลือเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมู น้ำมันรำข้าว และน้ำมันพืชอื่นๆ ปนกัน
...
วิธีเลือกน้ำมันง่ายๆ มีดังต่อไปนี้
หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือดชนิดเลว (LDL) เพิ่มขึ้นได้แก่ น้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู ฯลฯ
หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ
ใช้น้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลืองแทน หรือถ้ามีฐานะดีหน่อย... ควรเลือกใช้น้ำมันมะกอกหรือคาโนลา
กินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งควรเน้นปลาที่ไม่ผ่านการทอด เนื่องจากถ้าทอดจะทำให้น้ำมันปลาซึมออก น้ำมันที่ทอดซึมเข้า ทำให้ได้น้ำมันที่ทอดแทนน้ำมันปลา
...
การศึกษานี้บ่งชี้อะไรบางอย่างเหมือนกันคือ แม้แต่เมล็ดทานตะวันก็ไม่ควรกินบ่อย เนื่องจากเมล็ดพืชมีน้ำมันพืชปนอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์
อาจารย์ซูซาน โซเรนเซอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย แห่งสมาคมสมองเสื่อมอัลไซเมอร์กล่าวว่า อาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้แก่ อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน
...
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีลักษณะสำคัญได้แก่ เนื้อน้อย หนักไปทางผัก ผลไม้ ปลาทะเล น้ำมันมะกอก และธัญพืชไม่ขัดสี(ขนมปังโฮลวีท หรือข้าวสาลีไม่ขัดสี)
อาหารไทยเราไม่มีน้ำมันมะกอก ทว่า... มีน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acid / MUFA) ค่อนข้างสูงคล้ายๆ กันคือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันอีกอย่างที่มีคุณสมบัติคล้ายกันคือ น้ำมันถั่วลิสง (มีจำหน่ายในพม่า)
...
ถ้าเราต้องการปรับอาหารไทยให้เป็นอาหารสุขภาพคล้ายๆ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ดีกับสุขภาพมาก... เราคงต้องปรับเปลี่ยนดังต่อไปนี้
เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง
กินผักครึ่งหนึ่ง-อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง (ผลไม้ท้งผล ไม่ใช่น้ำผลไม้ + ปลา) แบบที่กรมอนามัยแนะนำ
กินผัก-น้ำพริกอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
เปลี่ยนน้ำมันไปใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา หรือน้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลือง และกินอาหารทอดไม่เกินวันละ 1 มื้อ
...
และอย่าลืมออกกำลังอย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 30 นาที หรือเพิ่มเป็น 60 นาทีถ้าอ้วน หรืออ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ค่ะ
ที่มา
Thank BBC > Heathy diet 'cuts dementia risk' > [ Click ] > November 13, 2007. / J Neurology.
ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
ขอขอบคุณอาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี > สนับสนุนเทคนิค iT.
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 15 พฤศจิกายน 2550.
วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับอาหารที่เพิ่ม และลดความเสี่ยงสมองเสื่อมอัลไซเมอร์มาฝากค้ะ
...
ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ปาสคาล บาร์เบอร์เกอร์-กาโต แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันวิจัยการแพทย์ เมืองบอโดซ์ ฝรั่งเศสทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชายและผู้หญิงที่มีสุขภาพดี 8,000 คน อายุ 65 ปีขึ้นไป
ผลการศึกษาพบว่า อาหารที่มีไขมันชนิดโอเมกา-3 สูง เช่น ปลาทะเล น้ำมันคาโนลา ฯลฯ ช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้
...
เมื่อทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปพบข่าวดีคือ
การกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 40%
การกินผักผลไม้วันละ 1 ครั้งขึ้นไป > ลดความเสี่ยงได้ 30%
...
ทีนี้ข่าวดีย่อมมาคู่กับข่าวร้าย... ข่าวร้ายคือ การกินน้ำมันพืชที่มีสารโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ เพิ่มความเสี่ยงสมองเสื่อมเป็น 2 เท่า
น้ำมันที่คนไทยใช้ประมาณ 70% เป็นน้ำมันปาล์ม ที่เหลือเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันหมู น้ำมันรำข้าว และน้ำมันพืชอื่นๆ ปนกัน
...
วิธีเลือกน้ำมันง่ายๆ มีดังต่อไปนี้
หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างโคเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือดชนิดเลว (LDL) เพิ่มขึ้นได้แก่ น้ำมันมะพร้าว กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมันหมู ฯลฯ
หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเมกา-6 สูง เช่น น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ
ใช้น้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลืองแทน หรือถ้ามีฐานะดีหน่อย... ควรเลือกใช้น้ำมันมะกอกหรือคาโนลา
กินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ซึ่งควรเน้นปลาที่ไม่ผ่านการทอด เนื่องจากถ้าทอดจะทำให้น้ำมันปลาซึมออก น้ำมันที่ทอดซึมเข้า ทำให้ได้น้ำมันที่ทอดแทนน้ำมันปลา
...
การศึกษานี้บ่งชี้อะไรบางอย่างเหมือนกันคือ แม้แต่เมล็ดทานตะวันก็ไม่ควรกินบ่อย เนื่องจากเมล็ดพืชมีน้ำมันพืชปนอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์
อาจารย์ซูซาน โซเรนเซอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย แห่งสมาคมสมองเสื่อมอัลไซเมอร์กล่าวว่า อาหารที่มีส่วนช่วยป้องกันสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้แก่ อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน
...
อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีลักษณะสำคัญได้แก่ เนื้อน้อย หนักไปทางผัก ผลไม้ ปลาทะเล น้ำมันมะกอก และธัญพืชไม่ขัดสี(ขนมปังโฮลวีท หรือข้าวสาลีไม่ขัดสี)
อาหารไทยเราไม่มีน้ำมันมะกอก ทว่า... มีน้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (monounsaturated fatty acid / MUFA) ค่อนข้างสูงคล้ายๆ กันคือ น้ำมันรำข้าว น้ำมันอีกอย่างที่มีคุณสมบัติคล้ายกันคือ น้ำมันถั่วลิสง (มีจำหน่ายในพม่า)
...
ถ้าเราต้องการปรับอาหารไทยให้เป็นอาหารสุขภาพคล้ายๆ อาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ดีกับสุขภาพมาก... เราคงต้องปรับเปลี่ยนดังต่อไปนี้
เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง
กินผักครึ่งหนึ่ง-อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง (ผลไม้ท้งผล ไม่ใช่น้ำผลไม้ + ปลา) แบบที่กรมอนามัยแนะนำ
กินผัก-น้ำพริกอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
เปลี่ยนน้ำมันไปใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา หรือน้ำมันรำข้าวผสมน้ำมันถั่วเหลือง และกินอาหารทอดไม่เกินวันละ 1 มื้อ
...
และอย่าลืมออกกำลังอย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 30 นาที หรือเพิ่มเป็น 60 นาทีถ้าอ้วน หรืออ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย หรือ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง)
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ค่ะ
ที่มา
Thank BBC > Heathy diet 'cuts dementia risk' > [ Click ] > November 13, 2007. / J Neurology.
ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค
ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอ พยาบาล เภสัชกร หรืออนามัยที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
ขอขอบคุณอาจารย์ณรงค์ ม่วงตานี > สนับสนุนเทคนิค iT.
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 15 พฤศจิกายน 2550.
วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553
10 อาหารต้านโรคภัยในหน้าหนาว
10. ถั่วเหลือง ช่วยต้านการเกิดมะเร็งเต้านม ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งมดลูก สาวๆที่อยากห่างไกลโรคนี้อย่าลืมรับประทาน นำเต้าหู้แกงจืดเต้าหู้ หรืออาหารอื่นๆที่มีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบเป็นประจำ
9 สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดในการกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งร้าย และให้พลังงานต่ำ มีวิตามินซีสูง
7. บรอกโคลี ในดอกตูมของบรอกโคลีมีสารป้องกันมะเร็งมากกว่าต้นแก่ 30 -50 เท่า
6. ถั่วดำ มีสารต้านโรคโลหิตจาง และมีวิตามินบีและโปรตีนอีกหลายชนิด
5. จมูกข้าวสาลี มีธาตุสังกะสีมาก จึงช่วยขจัดสิวอันเป็นปัญหาของผิวพรรณได้ดี ถ้าเติมจมูกข้าวสาลีในโยเกิร์ตหรือธัญพืชกรอบ มื้อเช้าของคุณเป็นประจำ ผิวหน้าของคุณจะผ่องใสไร้สิวแน่นอน
4. มันเทศ อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซีและอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อีกด้วย ดังนั้นควรเพิ่มเมนูมันเทศเข้าเป็นอาหารประจำบ้านคุณเพื่อสุขภาพที่ดี
3. หอมหัวใหญ่ มีสารเคอร์เซทีน จึงช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันโรคภูมิแพ้ แก้อาการหอบหืดและอาการแพ้ต่างๆได้ดี ฉะนั้นอย่างลืมใช้หอมหัวใหญ่ปรุงเมนูเด็ดของคุณ
2. กระเทียมสด ในกระเทียมสดประกอบด้วยสารทรงคุณค่า 2 ชนิดคือ อัลลิซินและไดอะลิศ ซึ่งทำหน้าที่ลดคลอเลสเตอรอลซึ่งเป็นสาเหุตของโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันเลือดจับตัวเปนก้อน ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี รับประทานกระเทียมวันละ 2 กลีบเป็นประจำ
1. ซอสมะเขือเทศ อาหารของชาวอิตาเลียนจะมีซอสมะเขือเทศเปนเครื่องปรุงหลักและพบว่าชาวอิตาเลียนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจน้อยกว่าชาติอื่นหลายเท่า เพราะในซอสมะเขือเทศ อุดมไปด้วยสารไลโคปิน ซึ่งมีอยู่ในมะเขือเทศและเมื่อผ่านกระบวนการทำเป็นซอสจะเพิ่มปริมาณขึ้นอีก 5 เท่า และสารไลโคปินนี้มีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจและชะลอการเสื่อมของเซลล์ ดังนั้นถ้าคุณรับประทานซอสมะเขือเทศ 2 ถ้วยต่อสัปดาห์ โรคหัวใจก็จะห่างไกลคุณแถมด้วยผิวพรรณสดใสอ่อนเยาว์อีกด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553
10 สถานที่เค้าเดาวน์สุดฮิตของคนไทย ตอนรับปีใหม่ !!!
1.ลาน world trade center อันนี้แน่นอน ด้วยสถานที่กว้าง ใจกลางเมือง แถมด้วยการเดินทางสะดวก ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ time square newyork ว่าไปนั่น มีลานให้จิบเบียร์เย็นๆรอ ถ่ายรูปสวยๆกับไฟแสงสีเหมือนเมืองนอกเมืองนา สุดฮิปเลยโหวตให้อันดับ 1 เลย
2. เชียงใหม่ และยอดดอยสูงๆทั้งหลาย น่าจะเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจให้ไหลหลง และหลบปลีกวิเวกจากความวุ่นวายในสังคมกรุงได้ดี ไม่ว่าจะเป็น ดอยสุเทพ สนามกีฬา700ปี[เชียงใหม่]
ดอยตุง เชียงราย แม่ฮ่องสอน สำหรับความโรแมนติกประทับใจ
3. พัทยา ช่วงสองสามปีหลัง พัทยามาแรง เพราะมีการจัดเคาท์ดาวน์ชายหาดกันทุกปี จุดพลุเป็นหมื่นๆนัดไม่แพ้ กทม. สาวๆ หนุ่มๆชวนกันไปยืน HBD ชายหาด กอดกันดูพลุสุดโรแมนติก
ถ้าอยากดูพลุสวย เมืองสวย โรแมนติก ที่นี่มาแรงจริง
4. ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ดูแบคกราวน์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สะพานต่างๆที่ประดับแสงสี
พระบรมมหาราชวัง หรืออื่นๆ ตามร้านอาหาร โรงแรม หรือผับตลอดสองฝั่งกทม.
เป็นสถานที่โรแมนติกสุดๆสำหรับชาวกรุงเทพโดยแท้
วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553
กินเผ็ด ป้องกันโรค มีประโยชน์สารพัด
พูดถึง "พริก" ทุกคนจะนึกถึงความเผ็ด หลายคนชอบกินอาหารรสเผ็ด แต่หลายคนไม่ชอบ ผู้อ่านรู้หรือไม่ว่านอกจากความเผ็ดแล้ว "พริก" มีประโยชน์อย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า พริก มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยชาวโปรตุเกส สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรือ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ "แคป ไซซิน" พริกยังมีสารสำคัญอีกหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และแคลเซียม
คนที่กินพริกนานๆ จะทำให้ติดเผ็ด จากงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่า คนไทยกินพริกมากที่สุดเฉลี่ย 5 กรัมต่อวัน หรือ ประมาณ 1 ช้อนชา
ประโยชน์ของพริกมีหลายอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มสารแห่ง ความสุข คือ เอ็นโดรฟิน บรรเทาอาการ เจ็บปวด บรรเทา อาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ลดปริมาณคอเรสเตอรอลจากงานวิจัยของญี่ปุ่น พบว่า พริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญ มีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกจะช่วยทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง ดังนั้นคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดกินพริกจะดี
การกินพริก ยังช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้แก่ คือ อินซูลิน มีรายงานว่า 30 นาทีหลังกินพริก อินซูลินจะไม่ขึ้นเลย พออินซูลินไม่ขึ้น ก็จะไม่ทำให้รู้สึกอยากหวาน นอกจากนี้วิตามินซีในพริก ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็ง จากผลการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่า พริกยังช่วยในการสลายลิ่มเลือดด้วย
นอกจากการบริโภคแล้ว พริกยังถูกนำมาทำเป็นเจล ใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เข่าอักเสบ เริม หรืองูสวัด
ส่วนที่หลายคนมีความเชื่อว่าการกินพริกมากๆ หรือ รับประทานอาหารรสเผ็ดจัด จะทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น นพ.กฤษดา บอกว่าสารในพริกมีฤทธิ์เป็นกรดก็จริง แต่พริก ไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร น่าจะมาจากการกินอาหารมัน ๆ มากกว่า เช่น ข้าวขาหมู กว่าจะย่อยต้องใช้เวลา 2-3 ชม. ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร
แต่การกินอาหารเผ็ดจัด อาจทำให้เกิดอาการ เหมือนคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะสารในพริกซึ่งเป็นกรด จะไปทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง ทำให้รู้สึกจุกแน่นลิ้นปี่
กรณีที่กินอาหารเผ็ดมากๆ วิธีแก้ คือ ต้องกินอาหารที่มันๆ เพราะสารแคปไซซิน จะละลายได้ดีในไขมัน แต่ละลายในน้ำได้เพียงเล็กน้อย การดื่มน้ำเย็นจะไม่ช่วยทำให้หายเผ็ด ถ้าจะแก้เผ็ดต้องดื่มนม หรือ ไอศกรีม ทั้งนี้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่ใช้ความมันจากกะทิมาดับเผ็ด เห็นได้จากการทำแกงเขียวหวาน หรือแกงต่าง ๆ ที่ใส่กะทิ
ข้อควรระวัง คือ ในคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารรสเผ็ดจัด จะยิ่งทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหาร ส่วนเด็กและคนแก่ ที่สำลักง่าย ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะถ้าสำลักเข้าหลอดลม กรดอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้เกิดปัญหาหลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออกได้
สรุปว่า การกินอาหารเผ็ด ๆ มีแต่ข้อดี แทบจะไม่มีข้อเสีย แต่ก็ควรระวังพริกป่น พริกซอง ที่อาจมีสารอะฟลาทอกซิน เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า พริก มีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย โดยชาวโปรตุเกส สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หรือ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
ความเผ็ดของพริกมาจากสารชื่อ "แคป ไซซิน" พริกยังมีสารสำคัญอีกหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ ธาตุเหล็ก และแคลเซียม
คนที่กินพริกนานๆ จะทำให้ติดเผ็ด จากงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่า คนไทยกินพริกมากที่สุดเฉลี่ย 5 กรัมต่อวัน หรือ ประมาณ 1 ช้อนชา
ประโยชน์ของพริกมีหลายอย่าง เช่น ช่วยเพิ่มสารแห่ง ความสุข คือ เอ็นโดรฟิน บรรเทาอาการ เจ็บปวด บรรเทา อาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ลดปริมาณคอเรสเตอรอลจากงานวิจัยของญี่ปุ่น พบว่า พริกช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญ มีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก ขณะเดียวกันยังช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นให้จางลง ช่วยให้ขับเสมหะออกมาได้ง่าย สำหรับผู้ป่วยหอบหืด พริกจะช่วยทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง ดังนั้นคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืดกินพริกจะดี
การกินพริก ยังช่วยลดปริมาณสารที่ทำให้แก่ คือ อินซูลิน มีรายงานว่า 30 นาทีหลังกินพริก อินซูลินจะไม่ขึ้นเลย พออินซูลินไม่ขึ้น ก็จะไม่ทำให้รู้สึกอยากหวาน นอกจากนี้วิตามินซีในพริก ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็ง จากผลการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่า พริกยังช่วยในการสลายลิ่มเลือดด้วย
นอกจากการบริโภคแล้ว พริกยังถูกนำมาทำเป็นเจล ใช้ทารักษาผิวหนังอักเสบ แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว เข่าอักเสบ เริม หรืองูสวัด
ส่วนที่หลายคนมีความเชื่อว่าการกินพริกมากๆ หรือ รับประทานอาหารรสเผ็ดจัด จะทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารนั้น นพ.กฤษดา บอกว่าสารในพริกมีฤทธิ์เป็นกรดก็จริง แต่พริก ไม่ได้ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร น่าจะมาจากการกินอาหารมัน ๆ มากกว่า เช่น ข้าวขาหมู กว่าจะย่อยต้องใช้เวลา 2-3 ชม. ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร
แต่การกินอาหารเผ็ดจัด อาจทำให้เกิดอาการ เหมือนคนเป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะสารในพริกซึ่งเป็นกรด จะไปทำให้หลอดอาหารหดเกร็ง ทำให้รู้สึกจุกแน่นลิ้นปี่
กรณีที่กินอาหารเผ็ดมากๆ วิธีแก้ คือ ต้องกินอาหารที่มันๆ เพราะสารแคปไซซิน จะละลายได้ดีในไขมัน แต่ละลายในน้ำได้เพียงเล็กน้อย การดื่มน้ำเย็นจะไม่ช่วยทำให้หายเผ็ด ถ้าจะแก้เผ็ดต้องดื่มนม หรือ ไอศกรีม ทั้งนี้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่ใช้ความมันจากกะทิมาดับเผ็ด เห็นได้จากการทำแกงเขียวหวาน หรือแกงต่าง ๆ ที่ใส่กะทิ
ข้อควรระวัง คือ ในคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารรสเผ็ดจัด จะยิ่งทำให้กรดไปกัดแผลในกระเพาะอาหาร ส่วนเด็กและคนแก่ ที่สำลักง่าย ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน เพราะถ้าสำลักเข้าหลอดลม กรดอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้เกิดปัญหาหลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออกได้
สรุปว่า การกินอาหารเผ็ด ๆ มีแต่ข้อดี แทบจะไม่มีข้อเสีย แต่ก็ควรระวังพริกป่น พริกซอง ที่อาจมีสารอะฟลาทอกซิน เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ
วิธีแก้แสบร้อน เพราะพริกขี้หนู
เวลาที่เข้าครัวทำอาหาร แล้วต้องหั่น หรือ ซอย พริกขี้หนู อาจจะทำให้เกิดความแสบร้อนที่มือได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้มาบอกกัน....
วิธีที่ 1 ให้นำเกลือแกงหรือเกลือเค็ม ๆ ที่ใช้ปรุงอาหารกัน สักหนึ่งช้อนแกง ลูบลงบนมือ ถูไปถูมา แล้วความแสบร้อน ก็จะคลายลง
วิธีที่ 2 ให้ใช้แป้ง ไม่ว่าจะแป้งเด็กทาตัว หรือแป้งหมี่ ที่ใช้ทำอาหารก็ได้ นำมาถูไปถูมา ตรงบริเวณที่รู้สึกแสบร้อน สักครู่ก็จะรู้สึกดีขึ้น
อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้
วิธีที่ 1 ให้นำเกลือแกงหรือเกลือเค็ม ๆ ที่ใช้ปรุงอาหารกัน สักหนึ่งช้อนแกง ลูบลงบนมือ ถูไปถูมา แล้วความแสบร้อน ก็จะคลายลง
วิธีที่ 2 ให้ใช้แป้ง ไม่ว่าจะแป้งเด็กทาตัว หรือแป้งหมี่ ที่ใช้ทำอาหารก็ได้ นำมาถูไปถูมา ตรงบริเวณที่รู้สึกแสบร้อน สักครู่ก็จะรู้สึกดีขึ้น
อย่าลืมนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้
วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553
10 อาหาร ต้านอ้วนลงพุง
มีอาหารดีๆ ที่มีส่วนช่วยต้านโรคอ้วนลงพุง 10 อย่างได้แก่
1.ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ
2.ข้าวโอ๊ต
3.ผักต่างๆ เช่น มะเขือเทศ หัวหอม กระเทียม ฯลฯ
4.ผักใบเขียว
5.ถั่วต่าง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ฯลฯ
6.ถั่วเปลือกแข็ง (นัท / nuts) เช่น อัลมอนด์(อันแสนแพง) ฯลฯ... ถั่วที่มีคุณสมบัติคล้ายถั่วเปลือกแข็งมากที่สุดคือ ถั่วลิสงต้ม
7.นมชนิดไม่มีไขมัน และไม่เติมน้ำตาล
8.ไข่ขาว
9.เนื้อไม่ติดมัน ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรกินมากเกิน (ไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 3 ฝ่ามือถ้าไขมันในเลือด หรือโคเลสเตอรอลสูง) เนื่องจากเนื้อไม่ติดมันก็ยังมีไขมันสัตว์แฝงอยู่แบบ "มองไม่เห็น"
10.ไข่ขาว
1.ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ
2.ข้าวโอ๊ต
3.ผักต่างๆ เช่น มะเขือเทศ หัวหอม กระเทียม ฯลฯ
4.ผักใบเขียว
5.ถั่วต่าง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ฯลฯ
6.ถั่วเปลือกแข็ง (นัท / nuts) เช่น อัลมอนด์(อันแสนแพง) ฯลฯ... ถั่วที่มีคุณสมบัติคล้ายถั่วเปลือกแข็งมากที่สุดคือ ถั่วลิสงต้ม
7.นมชนิดไม่มีไขมัน และไม่เติมน้ำตาล
8.ไข่ขาว
9.เนื้อไม่ติดมัน ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรกินมากเกิน (ไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 3 ฝ่ามือถ้าไขมันในเลือด หรือโคเลสเตอรอลสูง) เนื่องจากเนื้อไม่ติดมันก็ยังมีไขมันสัตว์แฝงอยู่แบบ "มองไม่เห็น"
10.ไข่ขาว
วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ท้องอืด.... อาหารไม่ย่อย
ถาม. ลักษณะอาการท้องอืด มีลักษณะอาการอย่างไร
ตอบ. ได้แก่ อาการ ที่มีการปวดท้องส่วนบน ท้องอืด แน่นท้อง มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรือบางคนอาจจะมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย แสบบริเวณหน้าอก
ถาม. สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด เกิดจากสาเหตุอะไร
ตอบ. สาเหตุอาจจะเกิดจากหลายอย่างด้วยกัน
1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร เป็นต้น
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ ยาต่าง ๆ ที่เรารับประทาน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะ และลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง เครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอลเป็นส่วนผสม เช่น เหล้า เบียร์ จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ บุหรี่ อาหารที่ย่อยยากหลายอย่าง รวมทั้งอาหารที่มีกากมาก ๆ อาหารรสจัด
3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี
4. โรคของตับอ่อน
5. โรคทางร่างกายอย่างอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยดพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร มีส่วนเกี่ยวข้อกับอาหารท้องอืด
ถาม. พฤติกรรมในการรับประทานอาหารมีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืดหรือไม่
ตอบ. พฤติกรรม ในการรับประทานอาหาร มีส่วนด้วยอย่างแน่นอน เช่น การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การรับประทานอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด รับประทานครั้งละมากไป รวมทั้งรับ ระทานอาหารย่อยยาก รับประทานอาหารมัน
อาหารประเภทผักจะมีเส้นใยปริมาณมาก ร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยที่จะทำการย่อย เส้นใยเหล่านั้น แบคทีเรียในลำไส้จะเป็นตัวช่วยย่อยทำให้เกิดมีกรดบางอย่างนั้น อาจจะทำให้ท้องอืดได้ ถ้ารับประทานมากไป แต่อาหารที่มีเส้นใยมากก็จะมีประโยชน์ในเรื่องของการขับถ่ายจะทำให้ขับถ่ายสะดวก อาหารประเภทนม ในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนม หรือมีปริมาณน้อย เมื่อรับประทานจะทำให้มีอาหารท้องอืด หรือท้องเสีย ได้ถ้ารับประทานมาก
ถาม. คนที่ท้องอืดบ่อยๆ ถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่
ตอบ. อาการท้องอืดถ้านาน ๆ เป็นครั้งคราวจะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นบ่อย ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารท้องอืด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะอาการท้องอืด เป็นอาการนำอันหนึ่งของมะเร็ง ในช่องท้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน เพิ่มจะมีอาการท้องอืด ในช่วงเวลาสั้น ๆ รวมถึงถ้ามีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เมื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ควรจะรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการนำของมะเร็ง กระเพาะอาหารได้
ถาม. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่มีอาการท้องอืดบ่อยๆ
ตอบ. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่ท้องอืด ได้แก่ โรคกระเพาะอาจจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ อาจจะเป็น โรคของทางเดินน้ำดี เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรืออาจจะเป็นจากอาหารที่เรารับประทาน
ถาม. เมื่อมีอาการท้องอืด เบื้องต้นมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตอบ. การแก้ไขเบื้องต้น อาจจะใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง ลองรับประทานดูก่อน ปรับอาหารให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รับประทานแต่พอควรไม่ให้มาก ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
ถาม. การรับประทาน ยาช่วยย่อยที่มีขายตามร้าน ขายยาทั่วไปมีผลอย่างไรต่อร่างกายหรือไม่ในกรณี ใช้เป็นประจำ
ตอบ. การรับประทานยาช่วยย่อย อาจจะช่วยอาการท้องอืดได้บ้าง แต่ถ้าต้องรับประทานทุกวัน คงจะไม่ถูกต้องเพราะเราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ของอาการท้องอืดและไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริง อาจจะนำให้ โรคเป็นมากขึ้นได้
ถาม. เมื่อใดควรไปพบแพทย์
ตอบ. ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาได้แก่
1. ในคนสูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจาก พบว่ามะเร็งของกระเพาะอาหาร หรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี
2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด
3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ
4. มีอาเจียนติดต่อกัน หรือกลืนอาหารไม่ได้
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง
6. ปวดท้องมาก
7. ท้องอืดแน่นท้องมาก
8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป
ถาม. การรักษาในปัจจุบัน
ตอบ. ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่า เป็นโรคที่อันตรายแพทย์ อาจจะให้ยามารับประทาน และแนะนำวิธีปฏิบัติตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร และนัดมาพบเพื่อดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจจะดำเนินการ สืบค้นหาสาเหตุ ถ้าเป็นในกรณีที่กล่าวข้างต้น ถึงอาการต่างๆ แพทย์คงจะต้องทำการตรวจสืบค้นหาสาเหตุ และรักษาไปตามต้นเหตุ
ถาม. ข้อแนะนำ และการปฏิบัติตัวในผู้ที่มีอาการท้องอืดและการป้องกัน
ตอบ. ไม่ควรดื่มสุรา หรือ แอลกอฮอลล์ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง บุหรี่ น้ำชา กาแฟ
ผู้ที่ดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด หรือท้องเสีย อาจจะขาดน้ำย่อย ใช้ย่อยนม ซึ่งได้แก่การเปลี่ยนแปลงในการกินอยู่และการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรับประทานอาหารประเภทผักที่มีเส้นใยมากๆ ถ้ารับประทานอาหารมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดเกินขึ้นได้ เพราะเส้นใยอาหารหรือกากใยอากรร่างกายเราย่อยไม่ได้ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป้นตัวช่วยย่อยสลาย แต่อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผัก ก็มีประโยชน์ เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรรับประทานอาหารครั้งละมากๆ แต่ควรจะมีอาหารว่างระหว่างมื้อ รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดไม่ควรรีบร้อน
ตอบ. ได้แก่ อาการ ที่มีการปวดท้องส่วนบน ท้องอืด แน่นท้อง มีลมในท้อง ต้องเรอบ่อยๆ บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มเร็ว หรือบางคนอาจจะมีอาการแน่นท้อง แม้กินอาหารเพียงเล็กน้อย แสบบริเวณหน้าอก
ถาม. สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องอืด เกิดจากสาเหตุอะไร
ตอบ. สาเหตุอาจจะเกิดจากหลายอย่างด้วยกัน
1. โรคในระบบทางเดินอาหารเอง ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร พยาธิในทางเดินอาหาร เป็นต้น
2. โรคที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ ยาต่าง ๆ ที่เรารับประทาน ยาหลายชนิดจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ ยาแก้ปวดข้อทั้งหลาย ยาบางชนิด จะทำให้กระเพาะ และลำไส้บีบตัวน้อยลง เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาปฏิชีวนะบางอย่าง เครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอลเป็นส่วนผสม เช่น เหล้า เบียร์ จะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ บุหรี่ อาหารที่ย่อยยากหลายอย่าง รวมทั้งอาหารที่มีกากมาก ๆ อาหารรสจัด
3. โรคของทางเดินน้ำดี เช่น นิ่วในถุงน้ำดี
4. โรคของตับอ่อน
5. โรคทางร่างกายอย่างอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรคต่อมไทรอยดพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร มีส่วนเกี่ยวข้อกับอาหารท้องอืด
ถาม. พฤติกรรมในการรับประทานอาหารมีส่วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องอืดหรือไม่
ตอบ. พฤติกรรม ในการรับประทานอาหาร มีส่วนด้วยอย่างแน่นอน เช่น การรับประทานอาหารรสจัด จะทำให้เยื่อบุอาหารอักเสบ การรับประทานอาหารรีบร้อน เคี้ยวไม่ละเอียด รับประทานครั้งละมากไป รวมทั้งรับ ระทานอาหารย่อยยาก รับประทานอาหารมัน
อาหารประเภทผักจะมีเส้นใยปริมาณมาก ร่างกายเราไม่มีน้ำย่อยที่จะทำการย่อย เส้นใยเหล่านั้น แบคทีเรียในลำไส้จะเป็นตัวช่วยย่อยทำให้เกิดมีกรดบางอย่างนั้น อาจจะทำให้ท้องอืดได้ ถ้ารับประทานมากไป แต่อาหารที่มีเส้นใยมากก็จะมีประโยชน์ในเรื่องของการขับถ่ายจะทำให้ขับถ่ายสะดวก อาหารประเภทนม ในคนแถบเอเชียจะไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยนม หรือมีปริมาณน้อย เมื่อรับประทานจะทำให้มีอาหารท้องอืด หรือท้องเสีย ได้ถ้ารับประทานมาก
ถาม. คนที่ท้องอืดบ่อยๆ ถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่
ตอบ. อาการท้องอืดถ้านาน ๆ เป็นครั้งคราวจะไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นบ่อย ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารท้องอืด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะอาการท้องอืด เป็นอาการนำอันหนึ่งของมะเร็ง ในช่องท้อง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน เพิ่มจะมีอาการท้องอืด ในช่วงเวลาสั้น ๆ รวมถึงถ้ามีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น เมื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด ซีด ควรจะรีบพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการนำของมะเร็ง กระเพาะอาหารได้
ถาม. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่มีอาการท้องอืดบ่อยๆ
ตอบ. ปัญหาที่พบบ่อย ในคนที่ท้องอืด ได้แก่ โรคกระเพาะอาจจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ อาจจะเป็น โรคของทางเดินน้ำดี เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรืออาจจะเป็นจากอาหารที่เรารับประทาน
ถาม. เมื่อมีอาการท้องอืด เบื้องต้นมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตอบ. การแก้ไขเบื้องต้น อาจจะใช้ยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาขับลม หรือ ยาธาตุน้ำแดง ลองรับประทานดูก่อน ปรับอาหารให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รับประทานแต่พอควรไม่ให้มาก ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์
ถาม. การรับประทาน ยาช่วยย่อยที่มีขายตามร้าน ขายยาทั่วไปมีผลอย่างไรต่อร่างกายหรือไม่ในกรณี ใช้เป็นประจำ
ตอบ. การรับประทานยาช่วยย่อย อาจจะช่วยอาการท้องอืดได้บ้าง แต่ถ้าต้องรับประทานทุกวัน คงจะไม่ถูกต้องเพราะเราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ของอาการท้องอืดและไม่ได้รับการแก้ไขสาเหตุที่แท้จริง อาจจะนำให้ โรคเป็นมากขึ้นได้
ถาม. เมื่อใดควรไปพบแพทย์
ตอบ. ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาได้แก่
1. ในคนสูงอายุ เช่น อายุเกิน 40 ปี เพิ่งจะเริ่มมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจาก พบว่ามะเร็งของกระเพาะอาหาร หรือตับมักจะพบในคนอายุเกินกว่า 40 ปี
2. ในคนที่มีอาการท้องอืดร่วมกับมีน้ำหนักลด
3. มีอาการซีด ถ่ายอุจจาระดำ
4. มีอาเจียนติดต่อกัน หรือกลืนอาหารไม่ได้
5. ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีก้อนในท้อง
6. ปวดท้องมาก
7. ท้องอืดแน่นท้องมาก
8. การขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป
ถาม. การรักษาในปัจจุบัน
ตอบ. ถ้าในคนอายุน้อยไม่ได้มีข้อบ่งชี้ว่า เป็นโรคที่อันตรายแพทย์ อาจจะให้ยามารับประทาน และแนะนำวิธีปฏิบัติตัว ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร และนัดมาพบเพื่อดูอาการ ถ้าไม่ดีขึ้น แพทย์อาจจะดำเนินการ สืบค้นหาสาเหตุ ถ้าเป็นในกรณีที่กล่าวข้างต้น ถึงอาการต่างๆ แพทย์คงจะต้องทำการตรวจสืบค้นหาสาเหตุ และรักษาไปตามต้นเหตุ
ถาม. ข้อแนะนำ และการปฏิบัติตัวในผู้ที่มีอาการท้องอืดและการป้องกัน
ตอบ. ไม่ควรดื่มสุรา หรือ แอลกอฮอลล์ อาหารรสจัด อาหารหมักดอง บุหรี่ น้ำชา กาแฟ
ผู้ที่ดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด หรือท้องเสีย อาจจะขาดน้ำย่อย ใช้ย่อยนม ซึ่งได้แก่การเปลี่ยนแปลงในการกินอยู่และการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรับประทานอาหารประเภทผักที่มีเส้นใยมากๆ ถ้ารับประทานอาหารมากไปอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดเกินขึ้นได้ เพราะเส้นใยอาหารหรือกากใยอากรร่างกายเราย่อยไม่ได้ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป้นตัวช่วยย่อยสลาย แต่อย่างไรก็ตามอาหารประเภทผัก ก็มีประโยชน์ เพราะทำให้การขับถ่ายสะดวก สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารควรรับประทานอาหารครั้งละมากๆ แต่ควรจะมีอาหารว่างระหว่างมื้อ รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดไม่ควรรีบร้อน
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ปลาร้า
ปลาร้า หรือ ปลาแดก ในภาษาอีสาน เป็นอาหารท้องถิ่นภาคอีสาน ของไทย และ ลาว รวมถึง บางส่วนของเวียดนาม โดยมักทำจากปลาน้ำจืดขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อยขาว ปลากระดี่มาหมักกับรำข้าวและเกลือ แล้วบรรจุใส่ไห โดยทั่วไปจะหมักไว้ 7-8 เดือน และนำมารับประทานได้ หรือ นำไปปรุงอาหารอย่างอื่น เช่น ส้มตำ เป็นต้น โดยส้มตำที่ใส่ปลาร้านั้นจะเรียกว่า ส้มตำลาว หรือ ส้มตำปลาร้า โดยในบางที่มีค่านิยมว่า หมักให้เกิดหนอนจะยิ่งเพิ่มรสชาติยิ่งขึ้น
จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ปลาร้า เป็นอาหารของวัฒนธรรมอีสานมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว โดยพบวัสดุที่คล้ายกับไหหมักปลาร้า
ปัจจุบัน การทำปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย หรือ ปลาร้าอนามัย แต่ส่วนใหญ่ ปลาร้าก็ยังนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายตามน้ำหนักตามตลาดสดต่าง ๆ
ปลาร้าเลสาบ
นอกจากภาคอีสานแล้ว ทางภาคใต้มีปลาร้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตนโดยเฉพาะเรียกปลาร้าเลสาบ นิยมทำในบริเวณทะเลสาบสงขลา ปลาที่นิยมทำคือปลาดุก การทำปลาร้าแบบภาคใต้นี้ จะหมักปลากับเกลือและน้ำตาลโตนด 1 คืน แล้วนำไปตากแดด 2-3 วัน จึงรับประทานได้
จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ปลาร้า เป็นอาหารของวัฒนธรรมอีสานมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว โดยพบวัสดุที่คล้ายกับไหหมักปลาร้า
ปัจจุบัน การทำปลาร้าได้พัฒนาขึ้นไปสู่ระดับสากลมากขึ้น มีปลาร้าพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย หรือ ปลาร้าอนามัย แต่ส่วนใหญ่ ปลาร้าก็ยังนิยมทำแบบเดิม โดยตักขายตามน้ำหนักตามตลาดสดต่าง ๆ
ปลาร้าเลสาบ
นอกจากภาคอีสานแล้ว ทางภาคใต้มีปลาร้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตนโดยเฉพาะเรียกปลาร้าเลสาบ นิยมทำในบริเวณทะเลสาบสงขลา ปลาที่นิยมทำคือปลาดุก การทำปลาร้าแบบภาคใต้นี้ จะหมักปลากับเกลือและน้ำตาลโตนด 1 คืน แล้วนำไปตากแดด 2-3 วัน จึงรับประทานได้
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
TOP 5 เมนูไทย ที่ฝรั่งโหวตหมดใจว่าอร่อยสุด
อันดับ 5 ข้าวผัด [Fried Rice]
เอ๊ .... ตอนแรกก็แอบแปลกใจนะคะว่า ทำไมข้าวผัด(ไทย)ถึงติดชาร์ทมากับเค้าด้วยล่ะ เพราะประเทศอื่นๆ ก็มีข้าวผัดเหมือนกันนี่นา แต่หลังจากอ่านความเห็นแล้ว คนต่างชาติเค้าบอกว่า ข้าวผัดไทยรสชาติกำลังพอดีค่ะ เพราะถ้าเป็นของที่อื่นเช่นแถบยุโรปหรืออเมริกาเนี่ยจะค่อนข้างจืด ถ้าเป็นของจีนจะมันแผล็บอารมณ์ผัดทีใส่น้ำมันไป 5 ขวดรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ของไทยกำลังดีค่ะ ไม่มันไป ไม่แห้งไป แถมมีแตงกวาและมะนาวแถมให้อีกด้วย โอ๊ย พูดแล้วหิว T^T
อันดับ 4 โรตีกล้วย [Banana Pancake]
แอบขำเบาๆ ที่โรตีกล้วยติดชาร์ทมากับเค้าด้วย เลยขอฟันธงว่า คนที่โหวตให้โรตีกล้วยติดอันดับน่าจะเป็นคนที่ไปตระเวนอยู่ข้าวสารทั้งวันทั้งคืนแน่ๆ เลยค่ะ ฮ่าๆๆ ถึงได้กินโรตีกล้วยกันจนติดอกติดใจขนาดนี้ อิอิ แต่กินทีนี่เบาหวานแทบจะขึ้นทีเดียว เพราะลำพังตัวแผ่นแป้งโรตีราดนมก็หวานจะแย่แล้ว เจอกล้วยหอมสุกๆ เข้าไปอีก โอ้ววว เบาหวานขึ้นตาทีเดียว แต่ก็อร่อยจนหยุดไม่อยู่จริงๆ
อันดับ 3 แกงเขียวหวานไก่ [Chicken Green Curry]
อันนี้เชียร์สุดตัวเพราะเป็นของโปรด พี่เป้ เอง 5555 จะกินกับข้าวร้อนๆ หรือจะขนมจีนก็อร่อยไม่แพ้กัน ^^ แต่ของฝรั่งเค้าจะนิยมแบบเผ็ดไม่มากค่ะ เพราะไม่งั้นได้น้ำหูน้ำตาไหลกันแน่ๆ หรือจะเปลี่ยนจากใส่ไก่ เป็นใส่เลือดไก่ ใส่หมู ใส่เนื้อแทน ก็อร่อยเหมือนกันเนาะ
อันดับ 2 ต้มยำกุ้ง [Tom Yum Kung]
ป็นอาหารที่ขอใช้ชื่อทับศัพท์ละกันเนาะ เพราะถ้าเห็นคำว่า Tom Yum Kung ที่ไหน ใครๆ ก็ต้องร้องอ๋ออออ ไทยแลนด์โอนลี่ ! อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติไทยไปแล้ว เพราะถ้านึกถึงประเทศไทยเมื่อไหร่ เชื่อว่าเกินกว่าครึ่งจะต้องนึกถึงต้มยำกุ้งกันทันที เป็นเมนูที่ว่า ถ้าใครไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงเมืองไทยกันเลยทีเดียว
อันดับ 1 ส้มตำ [Som Tum]
ผลออกมาตามโผไม่พลิกค่ะ ส้มตำคว้าอันดับ 1 ไปได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งเมนูสุดโปรดส่วนมากของชาวต่างชาติจะนิยมเป็นส้มตำไทยไม่เผ็ด เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ แต่แหม .... ถ้าใครมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ ก็ลองแนะนำเป็นส้มตำปู(ปลาร้า)ให้เค้าลองชิมบ้างนะคะ
5555555555
เอ๊ .... ตอนแรกก็แอบแปลกใจนะคะว่า ทำไมข้าวผัด(ไทย)ถึงติดชาร์ทมากับเค้าด้วยล่ะ เพราะประเทศอื่นๆ ก็มีข้าวผัดเหมือนกันนี่นา แต่หลังจากอ่านความเห็นแล้ว คนต่างชาติเค้าบอกว่า ข้าวผัดไทยรสชาติกำลังพอดีค่ะ เพราะถ้าเป็นของที่อื่นเช่นแถบยุโรปหรืออเมริกาเนี่ยจะค่อนข้างจืด ถ้าเป็นของจีนจะมันแผล็บอารมณ์ผัดทีใส่น้ำมันไป 5 ขวดรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ของไทยกำลังดีค่ะ ไม่มันไป ไม่แห้งไป แถมมีแตงกวาและมะนาวแถมให้อีกด้วย โอ๊ย พูดแล้วหิว T^T
อันดับ 4 โรตีกล้วย [Banana Pancake]
แอบขำเบาๆ ที่โรตีกล้วยติดชาร์ทมากับเค้าด้วย เลยขอฟันธงว่า คนที่โหวตให้โรตีกล้วยติดอันดับน่าจะเป็นคนที่ไปตระเวนอยู่ข้าวสารทั้งวันทั้งคืนแน่ๆ เลยค่ะ ฮ่าๆๆ ถึงได้กินโรตีกล้วยกันจนติดอกติดใจขนาดนี้ อิอิ แต่กินทีนี่เบาหวานแทบจะขึ้นทีเดียว เพราะลำพังตัวแผ่นแป้งโรตีราดนมก็หวานจะแย่แล้ว เจอกล้วยหอมสุกๆ เข้าไปอีก โอ้ววว เบาหวานขึ้นตาทีเดียว แต่ก็อร่อยจนหยุดไม่อยู่จริงๆ
อันดับ 3 แกงเขียวหวานไก่ [Chicken Green Curry]
อันนี้เชียร์สุดตัวเพราะเป็นของโปรด พี่เป้ เอง 5555 จะกินกับข้าวร้อนๆ หรือจะขนมจีนก็อร่อยไม่แพ้กัน ^^ แต่ของฝรั่งเค้าจะนิยมแบบเผ็ดไม่มากค่ะ เพราะไม่งั้นได้น้ำหูน้ำตาไหลกันแน่ๆ หรือจะเปลี่ยนจากใส่ไก่ เป็นใส่เลือดไก่ ใส่หมู ใส่เนื้อแทน ก็อร่อยเหมือนกันเนาะ
อันดับ 2 ต้มยำกุ้ง [Tom Yum Kung]
ป็นอาหารที่ขอใช้ชื่อทับศัพท์ละกันเนาะ เพราะถ้าเห็นคำว่า Tom Yum Kung ที่ไหน ใครๆ ก็ต้องร้องอ๋ออออ ไทยแลนด์โอนลี่ ! อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติไทยไปแล้ว เพราะถ้านึกถึงประเทศไทยเมื่อไหร่ เชื่อว่าเกินกว่าครึ่งจะต้องนึกถึงต้มยำกุ้งกันทันที เป็นเมนูที่ว่า ถ้าใครไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึงเมืองไทยกันเลยทีเดียว
อันดับ 1 ส้มตำ [Som Tum]
ผลออกมาตามโผไม่พลิกค่ะ ส้มตำคว้าอันดับ 1 ไปได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งเมนูสุดโปรดส่วนมากของชาวต่างชาติจะนิยมเป็นส้มตำไทยไม่เผ็ด เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวร้อนๆ แต่แหม .... ถ้าใครมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ ก็ลองแนะนำเป็นส้มตำปู(ปลาร้า)ให้เค้าลองชิมบ้างนะคะ
5555555555
วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553
คำอวยพรวันเกิด
www.tidtam.com ได้รวบรวม คำอวยพรวันเกิด มากมาย ทั้งภาษาไทย และ อังกฤษ พร้อมคำแปล มาไว้ให้ เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ได้นำไป อวยพรวันเกิด คนสำคัญ หวังว่าคงถูกใจกัน ถ้าถูกใจ แนะนำ คนอื่นๆมาเข้าเวปด้วยนะคะ
คำอวยพรวันเกิด
have a Happy Birthday , request have strong health , there is the progress in the work and have one's hopes fulfilled for what , wish every the points ,
สุขสันต์วันเกิด ขอให้สุขภาพแข็งแรง มีความเจริญก้าวหน้าในการงานและสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ
Happy birth day ; I wish you always be *** happy in your life and achieve all your goal.
สุขสันต์วันเกิด ฉันขอให้คนสุขภาพแข็งแรงเสมอ มีความสุขในชีวิต และประสบความสำเร็จในเป้าหมาย
Hello! happy birth day my friend. I wish you have a nice day. get everything that you need. arrrrr would you have some money for i borrow. Ha ha ha
Your friend : get out ! right now.
May this birthday be the beginning of the best years of your life.
ขออวยพรให้ในวันเกิดนี้เป็นปีที่เริ่มต้นที่ดีที่สุดของคุณ
You deserve the best birthday on Earth.
Not to mention the moon, the stars, and the universe.
ในวันเกิดนี้คุณควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดบนผืนโลก
รวมทั้งพระจันทร์ ดวงดาวและะจักรวาล
Hip, hip, hooray! It's your birthday today!
ฮิป ฮิป ฮูเรย์ วันนี้เป็นวันเกิดคุณ
Best wishes on your birthday. You deserve a special one.
สุขสันต์วันเกิด คุณควรได้รับสิ่งที่พิเศษที่สุดในวันเกิดนี้
Birthday greetings! Hope it's the best one yet!
สุขสันต์วันเกิด หวังว่านี่คงเป็นวันเกิดที่ดีที่สุดที่เคยมี
I planned to get you something memorable for your birthday.
But then I forgot. Best belated wishes.
ฉันเตรียมจะให้สิ่งที่เธอจะได้จดจำนานๆในวันเกิด
แต่ฉันลืมไป สุขสันต์วันเกิดที่ผ่านมา
It's your birthday, Mom, and you deserve a day off.
So sit back, relax and let Dad do all the work!
วันเกิดแม่นะวันนี้ แม่ควรจะหยุดทำงานสักวัน นั่งลง
รีแลกซ์ ในวันเกิดนี้ให้พ่อทำงานทุกอย่างเอง
Happy Birthday to a special friend.
I'm glad we can spend it together.
สุขสันต์วันเกิดแด่เพื่อนคนพิเศษ
ฉันดีใจที่ได้เราอยู่ร่วมฉลองกัน
Hope your birthday is filled with your favorite things.
And that I'm one of them.
หวังว่าในวันเกิดนี้มีแต่สิ่งดีๆที่เธอโปรด
และสิ่งหนึ่งในนั้นก็คือฉัน
Happy Birthday! and many happy returns!
สุขสันต์วันเกิดปีนี้และปีต่อๆไป
คำอวยพรวันเกิด จากทั่วโลก
Brazil ----------> Parab้ns a voc๊! + Parab้ns a voc๊
Chinese-Cantonese ----------> Sun Yat Fai Lok!
Chinese Fuzhou ----------> San Ni Kuai Lo!
Chiness-Hakka ----------> Sang Ngit Fai Lok!
Chinese-Mandarin ----------> qu ni sheng er kuai le
Chinese-Shanghaiese ----------> San ruit kua lok!
Chinese-Tiociu ----------> Se Jit khuai lak!
Danish ----------> Tillykke med fodselsdagen!
Dutch-Antwerps ----------> Ne gelukkege verjoardach!
Dutch-Bilzers ----------> Ne geleukkege verjoardoag!
Dutch-Drents ----------> Fellisiteert!
Dutch-Flemish ----------> Gelukkige verjaardag! or Prettige verjaardag!
Dutch-Frisian ----------> Fan herte lokwinske!
Dutch-Limburgs ----------> Proficiat! or Perfisia!
Dutch-Spouwers ----------> Ne geleukkege verjeurdoag!
Dutch-Twents ----------> Gefeliciteard met oen'n verjoardag!
English ----------> Happy Birthday!
French (Canada) ----------> Bonne Fete!
French ----------> Joyeux Anniversaire!
German-Badisch ----------> Allis Guedi zu dim Fescht!
German-Bavarian ----------> Ois Guade zu Deim Geburdstog!
German-Berlinisch ----------> Allet Jute ooch zum Jeburtstach! or Ick wuensch da allet Jute zum Jeburtstach!
German-Bernese ----------> Es Muentschi zum Geburri!
German-Camelottisch ----------> Ewllews Gewtew zewm Gewbewrtstewg. Mew!
German-Frankonian ----------> Allmecht! Iich wuensch Dir aan guuadn Gebuardsdooch!
German-Lichtenstein ----------> Haerzliche Glueckwuensche zum Geburtstag!
German-Moselfraenkisch ----------> Haezzlische Glickwunsch zem Gebordsdach!
German-Plattdeutsch ----------> Ick wuensch Di allns Gode ton Geburtsdach!
German-Rhoihessisch ----------> Ich gratelier Dir aach zum Geburtstag!
German-Ruhr ----------> Allet Gute zum Gebuatstach!
German-Saarlaendisch ----------> Alles Gudde for dei Gebordsdaach!
German-Saechsisch ----------> Herzlischen Gliggwunsch zum Geburdsdaach!
German-Schwaebisch ----------> Aelles Guade zom Gebordzdag!
German-Wienerisch ----------> Ois Guade zum Geburdsdog!
German ----------> Alles Gute zum Geburtstag!
Italian ----------> Buon Compleanno!
Italian (Piedmont) ----------> Bun ***pleani!
Italian (Romagna) ----------> At faz tent avguri ad bon ***plean!
Japanese ----------> Otanjou-bi Omedetou Gozaimasu!
Korean ----------> Saeng il chuk ha ham ni da!
Malaysian ----------> Selamat Hari Jadi!
Russian ----------> S dniom razhdjenia! or Pazdravliayu s dniom razhdjenia!
Thai ----------> Suk San Wan Keut!
Ukrainian ----------> Mnohiya lita! or Z dnem narodjennia!
สุดท้าย
วันนี้วันเกิดฉัน 07/12/2553 !!
คำอวยพรวันเกิด
have a Happy Birthday , request have strong health , there is the progress in the work and have one's hopes fulfilled for what , wish every the points ,
สุขสันต์วันเกิด ขอให้สุขภาพแข็งแรง มีความเจริญก้าวหน้าในการงานและสมหวังในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ
Happy birth day ; I wish you always be *** happy in your life and achieve all your goal.
สุขสันต์วันเกิด ฉันขอให้คนสุขภาพแข็งแรงเสมอ มีความสุขในชีวิต และประสบความสำเร็จในเป้าหมาย
Hello! happy birth day my friend. I wish you have a nice day. get everything that you need. arrrrr would you have some money for i borrow. Ha ha ha
Your friend : get out ! right now.
May this birthday be the beginning of the best years of your life.
ขออวยพรให้ในวันเกิดนี้เป็นปีที่เริ่มต้นที่ดีที่สุดของคุณ
You deserve the best birthday on Earth.
Not to mention the moon, the stars, and the universe.
ในวันเกิดนี้คุณควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดบนผืนโลก
รวมทั้งพระจันทร์ ดวงดาวและะจักรวาล
Hip, hip, hooray! It's your birthday today!
ฮิป ฮิป ฮูเรย์ วันนี้เป็นวันเกิดคุณ
Best wishes on your birthday. You deserve a special one.
สุขสันต์วันเกิด คุณควรได้รับสิ่งที่พิเศษที่สุดในวันเกิดนี้
Birthday greetings! Hope it's the best one yet!
สุขสันต์วันเกิด หวังว่านี่คงเป็นวันเกิดที่ดีที่สุดที่เคยมี
I planned to get you something memorable for your birthday.
But then I forgot. Best belated wishes.
ฉันเตรียมจะให้สิ่งที่เธอจะได้จดจำนานๆในวันเกิด
แต่ฉันลืมไป สุขสันต์วันเกิดที่ผ่านมา
It's your birthday, Mom, and you deserve a day off.
So sit back, relax and let Dad do all the work!
วันเกิดแม่นะวันนี้ แม่ควรจะหยุดทำงานสักวัน นั่งลง
รีแลกซ์ ในวันเกิดนี้ให้พ่อทำงานทุกอย่างเอง
Happy Birthday to a special friend.
I'm glad we can spend it together.
สุขสันต์วันเกิดแด่เพื่อนคนพิเศษ
ฉันดีใจที่ได้เราอยู่ร่วมฉลองกัน
Hope your birthday is filled with your favorite things.
And that I'm one of them.
หวังว่าในวันเกิดนี้มีแต่สิ่งดีๆที่เธอโปรด
และสิ่งหนึ่งในนั้นก็คือฉัน
Happy Birthday! and many happy returns!
สุขสันต์วันเกิดปีนี้และปีต่อๆไป
คำอวยพรวันเกิด จากทั่วโลก
Brazil ----------> Parab้ns a voc๊! + Parab้ns a voc๊
Chinese-Cantonese ----------> Sun Yat Fai Lok!
Chinese Fuzhou ----------> San Ni Kuai Lo!
Chiness-Hakka ----------> Sang Ngit Fai Lok!
Chinese-Mandarin ----------> qu ni sheng er kuai le
Chinese-Shanghaiese ----------> San ruit kua lok!
Chinese-Tiociu ----------> Se Jit khuai lak!
Danish ----------> Tillykke med fodselsdagen!
Dutch-Antwerps ----------> Ne gelukkege verjoardach!
Dutch-Bilzers ----------> Ne geleukkege verjoardoag!
Dutch-Drents ----------> Fellisiteert!
Dutch-Flemish ----------> Gelukkige verjaardag! or Prettige verjaardag!
Dutch-Frisian ----------> Fan herte lokwinske!
Dutch-Limburgs ----------> Proficiat! or Perfisia!
Dutch-Spouwers ----------> Ne geleukkege verjeurdoag!
Dutch-Twents ----------> Gefeliciteard met oen'n verjoardag!
English ----------> Happy Birthday!
French (Canada) ----------> Bonne Fete!
French ----------> Joyeux Anniversaire!
German-Badisch ----------> Allis Guedi zu dim Fescht!
German-Bavarian ----------> Ois Guade zu Deim Geburdstog!
German-Berlinisch ----------> Allet Jute ooch zum Jeburtstach! or Ick wuensch da allet Jute zum Jeburtstach!
German-Bernese ----------> Es Muentschi zum Geburri!
German-Camelottisch ----------> Ewllews Gewtew zewm Gewbewrtstewg. Mew!
German-Frankonian ----------> Allmecht! Iich wuensch Dir aan guuadn Gebuardsdooch!
German-Lichtenstein ----------> Haerzliche Glueckwuensche zum Geburtstag!
German-Moselfraenkisch ----------> Haezzlische Glickwunsch zem Gebordsdach!
German-Plattdeutsch ----------> Ick wuensch Di allns Gode ton Geburtsdach!
German-Rhoihessisch ----------> Ich gratelier Dir aach zum Geburtstag!
German-Ruhr ----------> Allet Gute zum Gebuatstach!
German-Saarlaendisch ----------> Alles Gudde for dei Gebordsdaach!
German-Saechsisch ----------> Herzlischen Gliggwunsch zum Geburdsdaach!
German-Schwaebisch ----------> Aelles Guade zom Gebordzdag!
German-Wienerisch ----------> Ois Guade zum Geburdsdog!
German ----------> Alles Gute zum Geburtstag!
Italian ----------> Buon Compleanno!
Italian (Piedmont) ----------> Bun ***pleani!
Italian (Romagna) ----------> At faz tent avguri ad bon ***plean!
Japanese ----------> Otanjou-bi Omedetou Gozaimasu!
Korean ----------> Saeng il chuk ha ham ni da!
Malaysian ----------> Selamat Hari Jadi!
Russian ----------> S dniom razhdjenia! or Pazdravliayu s dniom razhdjenia!
Thai ----------> Suk San Wan Keut!
Ukrainian ----------> Mnohiya lita! or Z dnem narodjennia!
สุดท้าย
วันนี้วันเกิดฉัน 07/12/2553 !!
เอดส์
เอดส์ หรือ กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม[1] (Acquired Immune Deficiency Syndrome - AIDS) เป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง จึงทำให้การติดเชื้อโรคได้ฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรคในปอด หรือต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา โรคผิวหนังบางชนิด หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตมักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้อาการจะรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันเอดส์มีการตรวจพบทั่วโลก และประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ อย่างน้อย 25 ล้านคน ตั้งแต่ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) นับเป็นโรคที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ ในปี พ.ศ. 2548 ประมาณการว่ามีผู้ติดเอดส์ประมาณ 3.1 ล้านคน (ระหว่าง 2.8 - 3.6 ล้าน) ซึ่ง 570,000 คนของผู้ป่วยเอดส์เป็นเด็ก (UNAIDS, 2005)
ความหมายของเอดส์
คำว่า เอดส์ มาจากภาษาอังกฤษว่า AIDS ซึ่งย่อมาจากคำเต็มว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome ซึ่งแต่ละคำมีความหมายดังนี้
A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิดหรือสืบทอดทางกรรมพันธุ์
I = Immune หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม
S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการคือมีอาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะที่ระบบใดระบบหนึ่ง
รวมแปลว่า “กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม” เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เสื่อมหรือบกพร่องลง เป็นผลทำให้เป็นโรคติดเชื้อหรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการมักจะรุนแรง เรื้อรัง และเสียชีวิตในที่สุด
ที่มาของโรคเอดส์
มีรายงานถึงโรคเอดส์ครั้งแรกในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2526 เมื่อ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้บันทึกการระบาดของโรค Pneumocystis carinii pneumonia (ปัจจุบันเรียก Pneumocystis pneumonia จากเชื้อ Pneumocystis jirovecii) ในชายรักร่วมเพศ 5 คนในลอสแอนเจลิส[71] ในระยะแรก CDC ยังไม่มีชื่อเรียกโรคนี้ โดยมักเรียกตามลักษณะอาการที่ปรากฏของโรค เช่น lymphadenopathy (พยาธิสภาพของต่อมน้ำเหลือง) ซึ่งเป็นชื่อที่เคยใช้เป็นชื่อของไวรัสเอชไอวีเมื่อแรกค้นพบ[3][4] ชื่ออื่นเช่น Kaposi's Sarcoma and Opportunistic Infection (เนื้องอกคาโปซีที่มีการติดเชื้อฉวยโอกาส) ซึ่งเป็นชื่อที่มีการตั้งทีมงานดูแลในปี พ.ศ. 2524[72] โดยทั่วไปยังมีการใช้คำว่า GRID (Gay-related immune deficiency - ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องสัมพันธ์กับกลุ่มรักร่วมเพศ) อีกด้วย[73] ทาง CDC ระหว่างที่กำลังหาชื่อโรคอยู่นั้นเคยใช้คำว่า "โรค 4H" (the 4H disease) เนื่องจากโรคนี้ดูเหมือนจะพบในชาวเฮติ (Heitians) ,กลุ่มรักร่วมเพศ (Homosexuals), ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (Hemophiliacs) และผู้ใช้ยาเฮโรอิน (Heroin users) [74] อย่างไรก็ดีหลังจากมีการค้นพบว่าโรคนี้ไม่ได้พบแต่ในกลุ่มคนรักร่วมเพศ[72] คำว่า GRID ก็กลายเป็นคำที่ทำให้เข้าใจผิด และคำว่า AIDS ก็ถูกเสนอขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2525[75] จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2525 CDC ก็เริ่มใช้ชื่อโรคเอดส์ และเริ่มให้นิยามของโรคนี้ได้อย่างเหมาะสม[76]
ทฤษฎีอื่นที่ยังเป็นข้อถกเถียงซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อว่า ทฤษฎี OPV AIDS เสนอว่าการระบาดทั่วของเอดส์นั้นเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ใน Belgian Congo โดยงานวิจัยของ Hilary Koprowski ที่ศึกษาเรื่องวัคซีนโรคโปลิโอ[77][78] ซึ่งตามข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้[79][80][81]
มีการศึกษาใหม่ๆ ระบุว่าเชื้อเอชไอวีอาจแพร่ระบาดจากแอฟริกามายังเฮติแล้วจึงเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี พ.ศ. 2512[82]
สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 จากชายรักร่วมเพศ[83] หลังจากนั้นภายในปีเดียวกันจึงพบมีการระบาดผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ชายหญิง อย่างไรก็ดีในช่วงแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มชายรักร่วมเพศอยู่[84]
ปัจจุบันเอดส์มีการตรวจพบทั่วโลก และประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ อย่างน้อย 25 ล้านคน ตั้งแต่ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) นับเป็นโรคที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ ในปี พ.ศ. 2548 ประมาณการว่ามีผู้ติดเอดส์ประมาณ 3.1 ล้านคน (ระหว่าง 2.8 - 3.6 ล้าน) ซึ่ง 570,000 คนของผู้ป่วยเอดส์เป็นเด็ก (UNAIDS, 2005)
ความหมายของเอดส์
คำว่า เอดส์ มาจากภาษาอังกฤษว่า AIDS ซึ่งย่อมาจากคำเต็มว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome ซึ่งแต่ละคำมีความหมายดังนี้
A = Acquired หมายถึง เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิดหรือสืบทอดทางกรรมพันธุ์
I = Immune หมายถึง ระบบภูมิต้านทานหรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
D = Deficiency หมายถึง ความบกพร่อง การขาดไปหรือเสื่อม
S = Syndrome หมายถึง กลุ่มอาการคือมีอาการหลาย ๆ อย่างไม่เฉพาะที่ระบบใดระบบหนึ่ง
รวมแปลว่า “กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม” เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เสื่อมหรือบกพร่องลง เป็นผลทำให้เป็นโรคติดเชื้อหรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการมักจะรุนแรง เรื้อรัง และเสียชีวิตในที่สุด
ที่มาของโรคเอดส์
มีรายงานถึงโรคเอดส์ครั้งแรกในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2526 เมื่อ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้บันทึกการระบาดของโรค Pneumocystis carinii pneumonia (ปัจจุบันเรียก Pneumocystis pneumonia จากเชื้อ Pneumocystis jirovecii) ในชายรักร่วมเพศ 5 คนในลอสแอนเจลิส[71] ในระยะแรก CDC ยังไม่มีชื่อเรียกโรคนี้ โดยมักเรียกตามลักษณะอาการที่ปรากฏของโรค เช่น lymphadenopathy (พยาธิสภาพของต่อมน้ำเหลือง) ซึ่งเป็นชื่อที่เคยใช้เป็นชื่อของไวรัสเอชไอวีเมื่อแรกค้นพบ[3][4] ชื่ออื่นเช่น Kaposi's Sarcoma and Opportunistic Infection (เนื้องอกคาโปซีที่มีการติดเชื้อฉวยโอกาส) ซึ่งเป็นชื่อที่มีการตั้งทีมงานดูแลในปี พ.ศ. 2524[72] โดยทั่วไปยังมีการใช้คำว่า GRID (Gay-related immune deficiency - ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องสัมพันธ์กับกลุ่มรักร่วมเพศ) อีกด้วย[73] ทาง CDC ระหว่างที่กำลังหาชื่อโรคอยู่นั้นเคยใช้คำว่า "โรค 4H" (the 4H disease) เนื่องจากโรคนี้ดูเหมือนจะพบในชาวเฮติ (Heitians) ,กลุ่มรักร่วมเพศ (Homosexuals), ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย (Hemophiliacs) และผู้ใช้ยาเฮโรอิน (Heroin users) [74] อย่างไรก็ดีหลังจากมีการค้นพบว่าโรคนี้ไม่ได้พบแต่ในกลุ่มคนรักร่วมเพศ[72] คำว่า GRID ก็กลายเป็นคำที่ทำให้เข้าใจผิด และคำว่า AIDS ก็ถูกเสนอขึ้นมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2525[75] จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2525 CDC ก็เริ่มใช้ชื่อโรคเอดส์ และเริ่มให้นิยามของโรคนี้ได้อย่างเหมาะสม[76]
ทฤษฎีอื่นที่ยังเป็นข้อถกเถียงซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อว่า ทฤษฎี OPV AIDS เสนอว่าการระบาดทั่วของเอดส์นั้นเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ใน Belgian Congo โดยงานวิจัยของ Hilary Koprowski ที่ศึกษาเรื่องวัคซีนโรคโปลิโอ[77][78] ซึ่งตามข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้[79][80][81]
มีการศึกษาใหม่ๆ ระบุว่าเชื้อเอชไอวีอาจแพร่ระบาดจากแอฟริกามายังเฮติแล้วจึงเข้ามาในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี พ.ศ. 2512[82]
สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคเอดส์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 จากชายรักร่วมเพศ[83] หลังจากนั้นภายในปีเดียวกันจึงพบมีการระบาดผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ชายหญิง อย่างไรก็ดีในช่วงแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มชายรักร่วมเพศอยู่[84]
วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ผู้สร้าง "อาหารกระป๋อง" ขึ้นมาคนแรก คือ...
ถ้าเอ่ยถึง “อาหารกระป๋อง” หลายคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะในปัจจุบันนั้นมีการผลิตอาหารประเภทชนิดนี้ออกมาหลากหลายทั้ง ปลากระป๋อง, ผักกาดดองกระป๋อง, ปลาทูน่ากระป๋อง, ลำไยกระป๋อง ฯลฯ แล้วเคยสงสัยกันบ้างไหมจ๊ะว่า อาหารกระป๋องนั้นถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อใหร่ ถ้าสงสัยกันล่ะก็ วันนี้พี่ปัดมีคำตอบมาบอกแล้วจ้ะ
อาหารกระป๋อง คือ อาหารที่ได้รับการแปรรูปและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียที่จะทำให้อาหารเน่าเสียถูกกำจัดทิ้งไป หลังจากนั้นจึงนำไปบรรจุในกระป๋องหรือถุงที่มีสุญญากาศแล้วปิดให้สนิท
การผลิตอาหารกระป๋องครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1804 เมื่อ “จักรพรรดินโปเลียนที่ 1” ได้สั่งให้พ่อครัวที่ชื่อ “นิโคลัส ฟรองชัวร์ อัปแปร์ต” ไปคิดค้นวิธีการเก็บอาหารให้อยู่ได้นานๆ เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารให้แก่ทหารในช่วงสงคราม โดยในช่วงแรกนั้นอาหารจะถูกบรรจุลงในขวดและใช้จุกไม้ปิด ต่อมาในปี ค.ศ. 1810 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่ชื่อ “ปีเตอร์ ดูรันด์” ได้คิดและพัฒนากระป๋องโลหะที่สามารถนำอาหารมาบรรจุและผนึกปิดฝาได้ขึ้นมา ซึ่งรูปแบบกระป๋องแบบนี้ก็ถูกนำมาใช้จนในปัจจุบันนี้
ไม่น่าเชื่อเลยนะจ๊ะว่าอาหารกระป๋องที่เราเห็นเป็นประจำนั้น
จะถูกผลิตขึ้นมานานกว่า 200 ปี แล้ว
ซึ่งพี่ปัดต้องขอคารวะผู้ที่ได้ออกไอเดียและคิดค้นการถนอมอาหารรูปแบบนี้ออกมา
ขอบอกว่าเก่งมากๆ เลยจ้ะ
อาหารกระป๋อง คือ อาหารที่ได้รับการแปรรูปและผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียที่จะทำให้อาหารเน่าเสียถูกกำจัดทิ้งไป หลังจากนั้นจึงนำไปบรรจุในกระป๋องหรือถุงที่มีสุญญากาศแล้วปิดให้สนิท
การผลิตอาหารกระป๋องครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1804 เมื่อ “จักรพรรดินโปเลียนที่ 1” ได้สั่งให้พ่อครัวที่ชื่อ “นิโคลัส ฟรองชัวร์ อัปแปร์ต” ไปคิดค้นวิธีการเก็บอาหารให้อยู่ได้นานๆ เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารให้แก่ทหารในช่วงสงคราม โดยในช่วงแรกนั้นอาหารจะถูกบรรจุลงในขวดและใช้จุกไม้ปิด ต่อมาในปี ค.ศ. 1810 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษที่ชื่อ “ปีเตอร์ ดูรันด์” ได้คิดและพัฒนากระป๋องโลหะที่สามารถนำอาหารมาบรรจุและผนึกปิดฝาได้ขึ้นมา ซึ่งรูปแบบกระป๋องแบบนี้ก็ถูกนำมาใช้จนในปัจจุบันนี้
ไม่น่าเชื่อเลยนะจ๊ะว่าอาหารกระป๋องที่เราเห็นเป็นประจำนั้น
จะถูกผลิตขึ้นมานานกว่า 200 ปี แล้ว
ซึ่งพี่ปัดต้องขอคารวะผู้ที่ได้ออกไอเดียและคิดค้นการถนอมอาหารรูปแบบนี้ออกมา
ขอบอกว่าเก่งมากๆ เลยจ้ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
